วันที่ 31 ตุลาคม ตรงกับวันฮาโลวีน เราก็ไม่ได้ไปปล่อยผีที่ไหน เพราะยังงัยเราก็รักผีแดงไม่ยอมปล่อยให้เธอจากไปแน่
วันนี้ตรงดิวที่ทาง Order Management Logistic ไปกินข้าวกลางวันร่วมกันของทีมเค้า
ประจวบเหมาะกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายของน้องอี๊ดแห่ง Project F&C ที่จะทำงานร่วมชายคาเดียวกันก่อนที่มันจะโบยบินไปเป็นสาวแบงค์กรุงศรีต่อไป

น้องตูนและMinty ในฐานะเพื่อนร่วมงานจาก Cost and Progress Management
จึงได้รับเกียรติอย่างสูงให้ไปร่วมโต๊ะเสวยมือกลางวันกันที่ Coffee Bean by Dao สาขาซอยเอกมัย

               Thank you ไปยังพี่สมศักด์หัวหน้าทัพและเจ้าภาพที่ขนสาวๆร่วม 20 สาวงามโดยไม่แบ่งแยกทีมโน้นทีมนี้ไปกินกันอย่างเมามัน แต่ละนาง(สาว)ก็สั่งกันอย่างไม่เกรงใจ ระหว่างที่อาหารยังไม่ยกมาเสริฟก็แอ็คท่าถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระทึกเสียงวี๊ดว้าย มุมโน้นมุมนี้ ใครชอบถ่ายก็เสนอหน้าเยอะหน่อย คิดท่าหรู เวอร์เด็ดกันได้ตามแต่ใจ แต่พออาหารจานใหญ่น้อย ไม่ว่าจะจานกินเล่น หรือเมนคอร์สเริ่มทยอยมาเสริฟ เสียงหนึ่ง สอง สาม แชะ ก็หายไป กลายเป็นเสียง กินหน่อย,เอานี้มั๊ย, อร่อยว้า, จานนี้ของใคร ,หูยน่ากิน ,ใครเอาอะไรอีก ,ขอชิมหน่อย,เอาอ้นโน้นบ้าง,จานนี้อะไรใครสั่ง, ซู๊ด ซู๊ด, แบบนี้ดีวะ แย่งกันกินอร่อยดี (น่าจะมาจากปากดารินนะ),ขอกินกุ้งหน่อย, ส่งมาทางนี้บ้าง, อื้อหือ อร่อยชิแก,ใครสั่งกระเพรา เหมือนกินใต้ตึกเลยวะ, เหลืออะไรยังไม่มาอีก ,เฮ้ย แกลองอันนี้ดิ (ไอ้จุ นั่งติดกัน มันสั่งอะไรแปลกๆมาเรื่อย), สั่งอันนั้นเพิ่มให้หน่อย (น่าจะเป็นกุ้งกระเบื้องนะ),เอาจานนี้ไปส่งจานโน้นมาหน่อย, ใครเอาอะไรอีก,เริ่มอิ่มแล้ว, เก็บท้องไว้กิน cake ด้วย, ไม่เอาแล้วอิ่ม , อิ่มโคตร, บลาๆๆๆๆ ทุกๆวลีน่าจะแทรกด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทุกครั้งนะ , ใครไปสั่ง cake หน่อย , หร่อยๆๆๆ, เอาอันนี้อีกสองชิ้นห่อกลับนะ (เจ๊กุ้ง สั่งcakeกลับไปกินต่อที่ office กินที่นี่ยังอ้วนไม่พอ) ,น้องๆคิดเงิน (เสียงพี่สมศักด์มาตอนสุดท้าย น่าจะเป็นประโยคเดียวที่ได้ยิน เพราะเห็นแกนั่งนิ่งดูลูกน้องกินกันโดยไม่มีใครเทคแคร์นายเลยซักคน)

               อาหารกลางวันมื้อนี้เลยได้รสชาติทั้งความอร่อยอันหลากหลายและความบันเทิงอย่างครบครัน เรากะน้องตูนมาในฐานะตัวแถมเลยไม่กล้าสั่งมากนัก ใช้สิทธิ์จิ้ม ตัก ได้ทุกจานแค่นี้ก็อิ่มท้องแทบแตกแย้ว!!

              นึกภาพว่าคนเกือบ 20 คน ยกจานอาหารส่งไปส่งมากันจากหัวโต๊ะมาท้ายโต๊ะ โต๊ะอื่นเค้ากันกินเงียบๆจานใครจานมันแนวผู้ดีๆตามสไตล์ของร้าน

              แต่ไอ้โต๊ะยาวในสุดเนี่ยไม่ว่าจานไหนมาเสริฟก็กลายเป็นจานกลาง ส่งต่อกินกันได้หมด เสียงคนโน้นคนนี้ เราอยู่ร่วมโต๊ะและร่วมกิจกรรมเหล่านั้นคงมองไม่เห็นภาพ แต่คนโต๊ะแถวๆนั้นคงมองเห็นความวุ่นวายที่มเต็มไปด้วยเสียงหัวเราและรอยยิ้มนี้ชัดเจน

              ร้านนี้มา Farewell เป็นหนที่สองแล้ว คราวกระโน้นเป็นงานพี่ไก่ จากไปเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง กะไอ้ Julie เพื่อนเลิฟที่ลาจากไปทำงานใหม่ตามที่ใจมันต้องการ

              แม้ว่าตอนนี้มันจะไม่ต้องการงานนั้นแล้วก็ตาม การที่ใครสักคนลาออกทั้งที่มีเพื่อนร่วมงานน่ารักๆทั้งนั้น คงมีเหตุผลคิดได้ 2 ประการ คือ
                            – งานใหม่ แม่งดีกว่าอย่างมากมาย หรือ
                            – งานใหม่ไม่แตกต่างเท่าไหร่ แต่กรูทนงานเก่าไม่ได้แล้วโว้ย!!!

              น้องอี๊ดของเราจะจากไปด้วยเหตุผล 2 ข้อที่เราวิเคราะห์ไว้หรือไม่นั้นเรายืนยันไม่ได้ หรือน้องอาจจะโตเต็มวัยเลยต้องจากไปก่อนวัยอันควร แต่คิดแล้วมันก็ใจหายทุกที การมีใครบางคนที่สนิทหรือแค่รู้จักกันผิวเผินเก็บของจากไป แม้จะมีงานเลี้ยงให้รื่นเริงทอ้งอิ่มกินฟรีกันหลายๆครั้งจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรคงไม่ได้ ขึ้นอยู่ว่าระดับความสำคัญของคนจากไปจะทำให้ความรู้สึก(อะไรสักอย่าง)หลงเหลือไว้นานแค่ไหน ตอนเราจากที่เก่ามา เค้าจะอาลัยเราบ้างหรือเปล่าหนอ?

           น้องอี๊ดจากไปพี่ก็คงเหงา แม้เราจะเคยคิดแตกต่างกันบ้าง ปะทะคารม โวหารแบบไม่เห็นหัวพี่น้องกันในบางครั้ง การแกล้ง อำ เปิดกระโปรง เอาของไปซ่อน หรือมีทะเลาะ กัดกันบ้าง แต่เช้าๆมันก็ชอบเดินมาหาอะไรที่โต๊ะเรากินประจำ การทำงานร่วมกันมาเกือบ 3 ปี มันทำงานหนักทุ่มเท(ทิ้ง)มาตลอด อาจจะมีน้องคนใหม่ที่ดีกว่า เก่งกว่า สวยกว่า ขาวกว่า น่ารักกว่า สูงกว่า หุ่นดีกว่า พูดจาดีกว่า ดีเลิศประเสริฐศรีกว่ามากมายแต่พี่ๆก็ยังคงคิดถึงอี๊ดน้า คงไม่มีอะไรดำๆให้เห็นอีกแล้ว

              แม้จะมีคนเดินจากไป แต่ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อ “เดอะ โชว์ มัส โก สะออน” 

              เราก็ไปสรวลเสเฮฮายามเย็นของเราต่อได้ เพื่อนชวนไปกินอาหารจีน แหม! มันเรียกหรูจนเรากลัวเงินไม่พอต้องไปกด ATM เอาแบงค์ม่วงออกมา คิดว่าจะไปกินเหลา สูตรฮ่องเต้ ที่ไหนได้มันพาไปกิน บะหมี่หมูแดงกวางตุ้ง (เออ!! ก็อาหารจีนจริงๆจะไปว่ามันได้งัยเนี่ย ขำไปกับมุขเพื่อนวะ) แล้วสั่งโกวซี่หมี่ กับข้าวราดหมูน้ำมันหอยมาเพิ่ม คิดเงินได้ 94 บาท มื้อนี้ถูกเรารีบจองขอเป็นเจ้าภาพ อาหารจีนของเพื่อน คือ ร้านตึกแถวโทรมมากๆอยู่ในซอยเหมือนร้านอาหารตามสั่งทั่วไปแหละ มีแปะแก่ๆคอยรับออร์เดอร์กับทำบะหมี่ ส่วนเฮียพ่อครัวคอยผัดหอมฉุยอยู่ด้านใน ร้านนี้เปิด ASTV ให้ดูด้วย เราดันใส่เสือแดงไปเลยไม่กล้าเรื่องมากเดี๋ยวโดนมือตบไล่ ฮ่า ฮ่า

              กินอิ่ม พากันไปเข้าม่านรูด ถอดเสื้อผ้า กระโดดขึ้นเตียงที่ Health Land แถวสาทรใช้คูปองลดราคาไปคนละใบ

              แยกย้ายกันเข้าม่านรูด เตียงใครเตียงใคร นอนให้หมอนวดนวดคลายเครียดกันเสีย 2 ชั่วโมง

              เราเลือกนวดแผนไทย ยอมปล่อยตัวให้หมอนวดทั้งบีบ นวด ถีบ ดึง เหวี่ยง เหนี่ยว กด ดัด ทุบ เหยียบ มีกระทืบด้วยเปล่าวะ นอนร้องบ้างบางครั้งตามระดับวามเจ็บปวดที่ได้รับ  ปล่อยให้หมอนวดทั้วตัวอย่างหนำใจไปตามอัถยาศัย หมอชอบบอกว่า อย่าเกร็งคะๆ ก็จะให้ไม่เกร็งได้งัย ก็มันเจ็บเหมือนกันนี่ หมอคุยว่า เราเป็นคนแข็งมาก โดยเฉพาะที่หลัง บ่า แขนและคอ ก็เรามันสาวoffice นั่งชิดติดจอ (แชท)ทั้งวันนี่ แต่หมอคลายเส้นให้หมดแล้วค่า

             สบายหรือยังคะ ไว้อีกสองอาทิตย์เจอกันใหม่นะ หุ หุ….คำบอกลาจากหมอนวด

Advertisements