เช้านี้ตามหมายกำหนดการนัดแนะว่า เจอกันตอน 8 โมงเช้า พร้อมออกเดินทางล้อหมุนไปหาข้าวเช้ากินแล้วมุ่งหน้าสู่ ดอยอินทนนท์อันสูงสุดแห่งสยาม โปรแกรมแวะระหว่างทางค่อยๆคิดอีกที ตามแต่ไกด์ผู้ชำนาญย่านเชียงใหม่ที่สุด คือ พี่กก นั่นเอง
 
เราตื่นพร้อมเสียงไก่ขันตั้งแต่ 7 โมงเช้า รีบลุกไปเปิดประตูข้างเตียง คาดว่าอาจจะได้ปะทะริ้วหมอกที่ไหลเอื่อยแทรกเข้ามาตามประตู ล้มตัวลงนอนมีแต่แดดกับลมพัดเบาๆเข้ามาแทน นอนเล่นๆต่อไประหว่างปล่อยให้พี่เค็กอาบน้ำทำเวลาไปก่อน คิดว่ายังมีเวลาเหลือเยอะ แต่สุดท้ายไม่รู้อาบน้ำช้าไปหรือเหลือเวลาไว้ไม่พอ โดนพี่กก ผู้ควบคุมเวลาและโปรแกรมต่างๆ จดชื่อว่า เราช้าสุดแถมเสร็จช้ากว่าเวลานัดสำหรับวันนี้ เสียชื่อไปเลยเรา…

เช้านี้ได้ไปกินโจ๊กกับต้มเลือดหมู ที่ร้านดังในตลาดต้นพยอมเสียที มี 2 ร้านอยู่เกือบติดกัน คนแน่นจนต้องรอคิวกินกันทั้งสองร้าน ไม่รู้ว่าร้านไหนดังกว่ากันกันแน่ ร้านที่เรากินก็ใช้ได้แต่คาดว่าน่าจะดังน้อยกว่าอีกร้านนะ เพราะคนน้อยกว่านิดนึง แต่เข้ามาแล้ว นั่งไปแล้ว สั่งไปแล้ว จะเปลี่ยนร้านใหม่ก็มิควร แต่พี่กกบอกว่าเคยลองร้านนี้แล้ว เยี่ยม! เราเลยนั่งกินกันต่อไป ปาท่องโก๋ยักษ์ฉีกโยนลงชามกินพร้อมโจ๊กอร่อยดี แต่ตอนท้ายร้องขอนมข้นมาจิ้มกินกับโก๋ก็หวานมันเข้าตาดี

ระหว่างกิน ก็คิดโปรแกรมระหว่างทางวันนี้ไปด้วย กว่าจะตกลงกันได้ก็เสียเวลาไปพอควรทั้งๆที่พี่กกเสนอสถานที่ให้ตั้งมากมาย

เริ่มต้นที่ไปไหว้วัดอุโมงค์นอก(เมือง)ไปไหว้พระที่อยู่ในอุโมงค์ ที่นี่น่าจะเป็นสวนปฏิบัติธรรมและเคยเป็นวัดที่หลวงพ่อปัญญาเคยมาจำวัดและแสดงธรรมะจนโด่งดังไปทั่วภาคเหนือ ซื้อขนมปังแผ่นไปให้ปลากินด้วย พี่แจงทำถุงขนมปังหลุดมือไปตอนยืนแอ็คถ่ายรูป ถุงพลาสติกพร้อมขนมปัง 5-6 แผ่นวางซ้อนแนวตั้งลอยช้าๆอยู่บนผิวน้ำเป็นหลักฐานสร้างความบาดใจในการทำสระน้ำสกปรกให้พี่แจงเป็นอย่างมาก ไปต่อที่วัดพระพระพุทธสิหิงส์ นมัสการพระคู่เมืองเชียงใหม่เช่นกัน แล้วเลยไปวัดอุโมงใน(เมือง)ต่อ วัดนี้มีอันซีน คือ พระพุทธรูปเปลี่ยนหน้าได้ เป็นยิ้ม ร้องไห้ หลายเวอร์ชั่น เห็นได้ตามการหักเหของแสงแต่ละมุม แต่โชคไม่ดีไปถึงเวลาที่พระไปสวดมนต์เลยไม่เปิดโบสถ์ให้เข้าไปดูของจริง

หลังจากไหว้พระ เข้าวัดเข้าวา เสริมศิริมงคลกันจนหนำใจ คราวนี้จะมุ่งหน้าไปดอยอินทนน์กันเสียที แต่จะแวะไปเที่ยวน้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศ คือน้ำตกแม่ยะระหว่างทาง

เมื่อวานแวะตลาด ชื่อ กาดอะไรซักอย่างเนี่ยแหละ เพื่อซื้อ หมูทอด ไส้อั่ว แหนมทอด ข้าวเหนียว และส้มไว้กินเป็นอาหารระหว่างมื้อบนดอยปุย วันนี้ชาวคณะยังติดใจแวะร้านเดิมจะขนเอาไว้กินสร้างบรรยากาศที่น้ำตกแม่ยะด้วย โดยเฉพาะส้มเขียวหวาน รุ่นติดสติกเกอร์นกบิน ที่อร่อยหวานเจี๊ยบ แกะแจกกันกินคนละกลีบระหว่างทางเวลานั่งรถอร่อยมาก หวานชื่นใจอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อน วันนี้สั่งซื้อเลย 5 กิโลกะเอาไว้กินกันตลอดทริปเลยเชียว

ข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง ล้วนเป็นอาหารคู่การเดินทางไม่ว่าจะนั่งริมหาด โต้คลื่นทะเล นั่งชมวิวในป่าเขา หรือแกว่งขาเล่นที่น้ำตก แก็งค์เราก็ไม่พลาดกิจกรรมตามกระแสปูเสื่อกินส้มตำ ไก่ย่าง ณ แก่งหินราบข้างน้ำตกแม่ยะเหมือนคนอื่นๆเช่นกัน พอไปถึงน้ำตกแม่ยะ นำทีมโดยพี่กกและชาวคณะบางส่วนตรงไปยังเพิงขายส้มตำปากทางทันที สั่งเมนูส้มตำเผ็ดและไม่เผ็ด ไก่ย่าง ปลานิลเผาเกลือ น้ำดื่มเป็ปซี่แคนและน้ำแข็ง พร้อมบริการเสื่อปูนั่งและจานช้อนชามแก้วน้ำ ที่นี่เป็นส้มตำดิลิเวอรี่ขี่มอไซต์ส่งฟรีถึงริมน้ำตกไม่ต้องขนเองแค่กินเสร็จหิ้วจานชามลงมาคืนหน่อยเท่านั้นพอ พร้อมทิ้งเบอร์ให้ไว้หากต้องการสั่งเพิ่มอีก ส้มตำบอยก็คงเป็นสามีป้ามือตำที่ทำหน้าที่ขี่วินมอไซต์รับส่งคนไปน้ำตกด้วยนั่นเอง เราสั่งอาหารไปเพิ่มบางส่วนเพราะมีหมูทอดอร่อยๆและข้าวเหนี่ยวที่พามาจากเชียงใหม่แล้ว พี่ช่อนแวะซื้อมันเผาร้อนๆหน้าทางเข้าไปเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารหลักอีกด้วย

จัดการส้มตำพื้นเมืองจนเรียบเกลี้ยง ก็เข้าสู่กิจกรรมถ่ายรูปมีน้ำตกและป่าสีเขียวเป็นฉากหลัง ถ่ายกันทั้งภาพเดี่ยว รูปคู่ รูปหมู่ฮาๆใช้โหมดห้าแอ็คติ้งแบบกดชัดเตอร์ให้จังหวะเอง และตั้งเวลาถ่ายสิบแอ็คแบบเปลี่ยนท่าทางให้ไวแล้วแต่ความถนัดหรือความสามารถในการคิดท่าแปลกๆแผลงๆลิงโลด กิบเก๋ ก๋ากั่น เท่ห์ๆ ใครจะกอดกัน หน้าชิด ร๊ากนะ เอียงคอ ยื่นหน้าสร้างมิติ กางแขนขาดโอเวอร์แอ็คชั่น แกล้งไม่มองกล้อง ยกมือทำลีลาประกอบภาพกันอย่างไรก็ตามสะดวกแล้วแต่ความคิดสร้างสรรและจินตนการส่วนบุคคล เสร็จแล้วมานั่งชื่นชมผลงานภาพตัวเองและติภาพผลงานคนอื่นสร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะสะท้อนสู้กับเสียงน้ำตก

น้ำตกแม่ยะสูงมาก แต่ปริมาณน้ำไม่มากจนกระเด็นออกมาเปียกผู้คนข้างล่างเหมือนน้ำตกอะไรซักแห่งที่เค้านิยมนั่งเรือใส่เสื้อกันฝนไปดูแถวชายแดนอเมริกาโน่น แต่ก็ถือว่าไม่ขี้เหร่ยังเอาไปอวดเล่าสู่ชาวโลกได้บ้าง สายน้ำไหลเรียบแก่งหินที่เราปูเสื่อล้อมวงกินส้มตำกัน บางคนถือที่โอกาสนั่งยองๆหย่อนนิ้วไปแกว่งล้างมือที่น้ำตกถึงกับสะดุ้งเพราะความเย็นของสายน้ำ เราใช้สิทธิ์ตากล้อง มือไม่ควรมันและสกปรก พี่เค็กใจดีปั้นเป็นก้อนพอคำวางคู่ไก่ย่างให้พร้อมไม่ต้องแกะเอง ส่วนส้มตำสามารถใช้ช้อนม้วนเส้นเข้าปากแบบมือไม่ยอมเปื้อนได้ พี่กกรับอาสาแกะปลานิลเผาเกลือแจกให้สาวๆรอบวงอย่างทั่วถึง

อำลาน้ำตกแบบอิ่มหมีพลีปากมัน ย้อนไปขึ้นดอยอินทนนท์โปรแกรมหลักสำหรับวันนี้ จอดรถที่กิ่วแม่ปานจุดที่มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นโปรแกรมที่เราสนใจอยากเดินเข้าป่างามในตอนแรก อยากเห็นต้นไม้เขียวสองข้างทาง สูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นฟอกปอดดีท็อกซ์ล้างมลพิษจากเมืองกรุงที่เก็บสะสมกันมานานเสียที แต่ด้วยเวลาที่ไม่พอเพียงและเมื่อรู้ว่าระยะทางที่ต้องเดินราวๆ 2.5 กิโล สมาชิกหลายคนเลยร้องเซย์โนขอผ่านเถอะ เราเลยแค่แวะถ่ายรูปภาพกับป้ายประจำถิ่นด้วยหลากหลายแอ็คชั่นเช่นเคย

ก่อนจะถึงที่พักที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เราเลยไปยังจุดสูงสุดแห่งสยามประเทศ ณ จุดที่มีความสูง 2,565.3341 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นมุมสุดฮิตที่ใครๆต้องไปเยียมเมื่อมาเยือนดอยนี้ ปักหลักถ่ายรูปกับป้ายเช่นเดิมก่อนขับรถย้อนกลับเข้าที่พักที่ที่ทำการอุทยานฯ เมื่อมาถึงรีบเข้าไปติดต่อเรื่องบ้านพักกับเจ้าหน้าที่เพราะเริ่มมืดแล้ว พอแค่แหย่ขาหน้าออกจากรถตู้ ตัวปะทะเข้ากับความหนาวของจริงเล่นเอาเย็นพุ่งขึ้นสมองแบบตั้งตัวไม่ทันเลยจ้า เจ้าหน้าที่แจ้งว่า อุณหภูมิที่อุทยานอยู่ระหว่าง 5-10 องศา แล้วแต่สภาพอากาศในแต่ละวัน แต่ถ้าเป็นจุดสุงสุดที่เราเพิ่งไปมาเมื่อกี๊หละก็มีหนาวถึง 0 จน 3 องศา ได้พบหน้าแม่คุณคะนิ้งกันเลยเชียวเจ๊า!

คืนนี้เราจองที่พักเป็นบ้านหลังใหญ่ของอุทยาน ชื่อบ้าน อินทนนท์ 106 แต่อยู่ด้านในสุด บ้านหลังใหญ่ยกพื้นสูง ราคา 3000 บาท มี 2 ห้องนอน ต้อนรับได้ 8 ชีวิต พร้อมห้องนั่งเล่นและโต๊ะกินข้าว(แต่ไม่มีใครใช้บริการ เพราะหนาวมากจนต้องรวมตัวอยู่แต่ในห้องนอน) มีเครื่องทำน้ำอุ่นและอุปกรณ์การนอนพร้อมสรรพ ห้องแรกยกให้พี่กกกะน้องหญิง มีพี่ช่อนนอนริมเป็นส่วนเกินไป ไม่รู้ว่ากางคืนที่นอนคลุมโปงเพราะหนาวหรือว่าไม่อยากเห็นอะไรหนอ? อีกห้องมี 4 เตียงเหมือนกันวางเป็นแถวยาว นอนเรียงตามลำดับ พี่เค็ก minty ไอ้แจง และพี่ณา ที่ขอจองเตียงริมสุดหน้าห้องน้ำเพราะรับอาสาตื่นก่อนและอาบน้ำคนแรกทุกวัน 

เข้าที่พักแปปเดียวก็ต้องออกไปกินข้าวเย็น ครั้งนี้ถึงเวลาแต่งตัวด้วยชุดหนาวครบเซ็ตฟูลออพชั่นกันเสียที เรากับไอ้แจงยังทำเก่งใส่เสื้อแจ็คเก็ตแดงกับเหลืองคนละตัวกับกางเกงขาสั้นตัวเก่า ยังไม่อยากใส่เสื้อแขนยาว กางเกงยาว ใส่ฮูดหรือมีหมวกคลุมหน้า จริงๆมันก็หนาวแต่ปากดีบอกยังไม่หนาว ต้องการให้ร่างกายได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับอากาศหนาวสุดๆที่หาเจอกันได้ยากในเมืองหลวงให้ชื่นใจกันให้หายอยาก

ที่อุทยานฯมีร้านขายอาหารตามสั่งให้บริการ พี่สาธรแนะนำร้านอร่อยที่เคยมากินครั้งเก่าแล้วติดใจจนต้องวาดแผนที่ไว้ให้ตั้งแต่ตอนอยู่กรุงเทพฯโน่น แต่ดันบังเอิญจำชื่อร้านไม่ได้ วาดรูปพร้อมย้ำว่าร้านมันอยู่ตรงกลางและปูผ้าปูโต๊ะสีแดง ร้านนั้นแหละ อร่อยโคตรๆ พอเข้าไปถึงโซนร้านอาหาร เราถึงกับอึ้งลืมหนาวไปชั่วขณะ มีร้านอยู่ 4 ร้าน ผ้าปูโต๊ะสีเขียวทุกร้าน แล้วไอ้ร้านตรงกลางมันคือร้านไหนกันนี่? เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและถ้ายืนอึ่งนานเกินไปกว่านี้อาจหนาวแข็งหงิกได้ เราเลยเลือกร้านครัวต้นสนที่อยู่กลางค่อนมาทางขวา ที่มีแม่ค้าออกมาต้อนรับเชิญไปที่โต๊ะ แจกเมนูให้พอดี สั่งบรรดาผัดผักมะระหวาน ผัดผักแม้ว ผัดถั่วหวาน ต้มจืด กระเพราปลาหมึก และ ต้มยำ (มีชื่อเรียกแบบเฉพาะถิ่นนะ…แต่จำไม่ได้) ที่รสชาดเผ็ดร้อนกินไม่ได้ไปตามระเบียบอีกแล้วขอซดต้มจืดแก้หนาวคล่องคอแทน

ระหว่างรอรายการอาหารเข้ากระบวนการผลิต เรากับพี่แจงไปนั่งติดเคาเตอร์ร้านดูช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณถ่ายทอดสดบอลชิงแชมป์สโมสรโลกระหว่างแมนยู ทีมโปรดกับทีมจากแจแปน แมนยูยิงนำไป 1 ต่อ 0 พอดีกับอาหารถูกนำมาเสิรฟครบพร้อมกิน เราจึงเบนความสนใจมุ่งตรงไปหาอาหารร้อนๆแสนอร่อยให้พุงกางดีกว่า

ยิ่งกินยิ่งหนาว อากาศเย็นขึ้นๆเรื่อยๆ โดยเฉพาะน้องหญิงทั้งใส่ทั้งห่มห่อไว้หลายชั้นจนเกือบไม่เห็นหน้าแล้ว เรากะไอ้แจงยังคงร่าเริงใช้วิธีเคลื่อนไหวไปมาสู้กับความหนาว กินข้าวกับเหล่าผัดผักหลายจานที่มีรสชาตหวานกรอบ เราลองจิ้มไปหลายชิ้นก็อร่อยพอกินได้บ้าง ระหว่างกินผองเพื่อนร่วมอัพเดทประมวลเรื่องราวการเดินทางทั้งวันที่ผ่านมาอย่างสนุกสนาน

 ในตอนแรก มีอาสาสมัครขึ้นไปพิชิตลมหนาว ที่จุดสุดยอดแห่งสยามในยามเช้าเพื่อพิสูจน์อุณหภูมิต่ำสุดขีดราวศูนย์องศาไว้เป็นที่ระทึกครั้งหนึ่งในชีวิต แค่ 4 ผู้กล้า คือ แจง minty (2 เพื่อนแท้ลุยกันทุกสถานะการณ์) น้องหญิง และพี่กก ผู้ประกาศก้องว่า ไปหรือไม่ไปแล้วแต่น้องหญิง ฮ่า! หวานไม่เกรงใจเพื่อนๆ แต่พอแจ้งความประสงค์กับคุณน้องเก่งให้มารับเราไปข้างบนยอดสูงสุดอีกทีเต๊อะตอนตีห้า คุณน้องเกรงว่ารถจะไปไม่ไหวเพราะทางมันชันและมืด อยากจะถนอมรักษารถไว้เพราะเรายังต้องเผชิญกับหนทางอันแสนโหดสาหัสคดโค้งขั้นเทพข้างหน้าในแม่ฮ่องสอนอีกหลายวัน เราพยักหน้าเห็นด้วย ในใจเต้นลิงโลด ไม่ต้องขึ้นไปก็ดีวะ ใจนึงก็อยากขึ้นไปเเห็นไปสัมผัสด้วยตัวเองซักครั้ง แต่อีกใจก็กลัวความหนาวเหน็บที่กล่าวขานกัน ใจสองข้างมันลังเลๆไปมา แต่ที่ไปเพราะกลัวเสียฟอร์ม แต่พอคุณน้องฟันธงเปิดประเด็นไม่อยากขับรถขึ้นไปอีกแล้ว เราเลยได้ที เออ ออ ไม่ไปก็ได้ แบบแกล้งๆเสียดายเต็มที่ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆจะรู้ทันหรือเปล่านะ แม้ตอนดึก น้องเก่งจะโทรมาง้อ ว่าจะพอเราขึ้นไปก็ได้ แต่ช้าไปแล้วจ้า ความแน่นอนคือ ความแน่นอน ว่าไม่ไปแล้ว กลัวหนาวตายโว้ย! หุ หุ หุ

ลานกางเต้นท์ยังค่อนข้างว่างเปล่า นักท่องเที่ยวยังมานอนรับอากาศหนาวไม่เท่าไหร่ คงยังไม่ถึงช่วงพีคสุดขีดของที่นี่กระมัง แต่บ้านพักถูกจับจองไว้เต็มหมดหลายเดือนแล้ว เราได้นอนบ้านก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้ากางเต้นท์คืนแรกเจอหนาวสุดขีดเลย ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน เจ็บป่วย ไข้หวัดถามหากันได้ง่ายๆ

รีบกลับเข้าบ้านพัก แยกย้ายกันอาบน้ำอุ่นตามคิวที่จัดไว้ แล้วไปรวมพลที่ห้องหอของพี่กก ล้อมวงเล่นไพ่สลาฟกันเสียงลั่นบ้าน เราอาบน้ำคนสุดท้ายเพราะมัวแต่โหลดรูปสร้างโฟลดเดอร์ใหม่ให้น้องone แล้วยังมีหน้าพยายาม connect หา Wifi บนยอดดอยอินอีกต่างหาก…หน้าขาวทาแป้งหอมฉุยเแล้วรีบตามไปร่วมวงกะเพื่อนๆ พี่ณายกตำแหน่งพีเพิลให้เราเล่นต่อไปจนวงแตก แยกย้ายกันเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เราจะได้เจอของหิน ต้องพิชิตเส้นทางแสนโหด เลี้ยวคดมากกว่าพันโค้งเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองในฝัน ที่แม่ฮ่องสอนกัน

Advertisements