วันนี้วันเกิดพี่ Cakee มีเพลง Happy Birthday ต้นเสียงออกมาจากเต้นท์พี่ณาและพี่แจงที่อยู่ติดกัน กลางปางอุ๋งตอนตีห้าอันเงียบสงบกลับมีเสียงร้องเพลงกันดังลั่น ต้องขอบคุณไปยังหงส์ ปลา นก ท้องฟ้า ดวงดาว พระจันทร์เสี้ยวเล็ก ต้นสน สายลม ที่มาร่วมร้องเพลงวันเกิดแบบมืดๆให้พี่สาวคนนี้ด้วยเช่นกัน

เช้านี้ตื่นตั้งแต่ตี 5 ออกเดินเท้าจากลานกางเต้นท์ไปยังสันเขื่อนด้านหน้า ใกล้รวมไทยเกส์เฮ้าส์ ด้านนั้นเป็นมุมสวย เห็นอ่างน้ำกว้างที่มีเส้นริ้วของไอหมอกที่ก่อตัวบนผิวน้ำนิ่งแล้วลอยขึ้นข้างบนไปจับตัวคลุมทั้งพื้นน้ำอย่างสวยงาม มีเรือนไม้เล็กๆ 2 หลังลอยอยู่ริมตลิ่ง เป็นมุมคลาสสิคที่เห็นติดอยู่หลัง Postcard แผ่นป้ายประชาสัมพันธ์จนชินตา

รวมกลุ่มเดินหนาวแบบง่วงงัวเงียเรียงหน้ากระดาน ถือแก้วกระดาษใส่ไมโลร้อนไปด้วย ใช้ไฟฉายส่องนำทาง เดินเล่นๆท่ามกลางความมืดประมาณ 200 ม. มาถึงสันเขื่อนจุดไฮไลท์ยังไม่สว่างดี มีคนเพียงนิดหน่อยมารออยู่ก่อนหน้า หมอกริ้วเริ่มก่อตัวปกคลุมอ่างน้ำเหมือนในรูปที่คุ้นตา ทุกคนตื่นเต้นกับความสวยงามของหมอก อ่างเก็บน้ำและช่องเขาด้านหลัง เริ่มถ่ายรูปกันสบายๆไม่ต้องกลัวมีเพื่อนที่ไม่รู้จักติดเข้าเฟรมมาด้วย ยืนชมความงามถ่ายรูปไปทั่วทุกมุมจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น แสงแดดแรงจนหมอกม้วนตัวจากไปตามเวลา อ้อ! คุณน้องหงส์สีขาว ว่ายออกมาโชว์ตัวด้วย แต่อยู่ริมอ่างเก็บน้ำฝั่งไกลโน้น คงกลัวคนเลยไม่ว่ายมาใกล้ๆ

ได้เวลาเดินกลับมาที่พัก แดดส่องมาทางด้านหลังปะทะกับแผงทิวสนเกิดเป็นเงาไม้สีดำวางตัวเรียงรายตามถนน สวยงามเป็นมุมฮิตที่เห็นได้บ่อยๆใน web หรือหนังสือท่องเที่ยวอีกเช่นกัน พวกเราก็ถ่ายรูปมุมเดียวๆกันกับที่เคยเห็นจากหนังสือเก็บไว้กะเอาไว้เทียบบารมีเสียหน่อย

กลับมาถึงที่พัก พ่อครัวใหญ่ เติมถ่านพัดไฟให้แรงเตรียมเอาข้าวไข่เจียว 2 กล่องที่เหลือทำเป็นอาหารเช้าขนาดย่อมเยากินรองท้องกัน เริ่มจากเอาไข่ใส่กระทะแล้วใช้ตะหลิวช่วยหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อนเติมข้าวสวยและน้ำปลาพริกผัดให้ร้อนทั่วถึง พี่กกพ่อครัวใหญ่ทำการคลุกเคล้าแบบโยนข้าวจากกระทะขึ้นบนฟ้าแล้วรับทุกเม็ดกลับลงกะทะอย่างสวยงาม กลิ่นข้าวหอมฉุยร้อนชิมอร่อยพร้อมกินได้แล้ว วางกระทะลงที่พื้นหญ้าหน้าเต้นท์ ทุกคนนั่งยองๆล้อมกระทะพร้อมอาวุธคู่กาย ตักข้าวผัดไข่สูตรเด็ดใส่ปากกินกันอย่างอร่อย

น้องหญิงและพี่กกจำได้ดีว่า ที่ภูโคลนคันทรีคลับ ไม่ห่างจากปางอุ๋งนี้มีที่อาบน้ำแร่หรือใครอยากงามเพิ่มอ็อพชั่นพอกโคลนหน้าใสก็ได้ อากาศหนาวยะเหยือกและตัวเหนียวจากการไม่โดนน้ำตั้งแต่เมื่อวาน ทุกคนจึงรีบเก็บของหวังจะไปอาบน้ำแร่ให้สบายตัวกันโดยเร็วที่สุด

มาถึงฟาร์มเลี้ยงแกะ แค่ขับผ่านมองดูจากข้างกระจก แต่ไปแวะเที่ยวพระตำหนักปางตอง ตอนแรกก็เงียบๆไม่มีอะไร เดินดูแปลงปลูกผักเมืองเหนือ และพระตำหนักที่ปิดเงียบ มีแค่กลุ่มเราเดินเหงาๆตั้งท่าจะกลับขึ้นรถแล้ว พอดีเดินผ่านไปทางแปลงกุหลาบดอกยักษ์ คนดูแลสวนกำลังตัดแต่งตัดดอกบานจากกอกุหลาบวางไว้บนสนามหญ้าและให้เอากลับไปได้ เท่านั้นเองสาวๆทั้งหลายตื่นใจวิ่งเข้าหาดอกกุหลาบที่ถูกตัดวางไว้กันใหญ่ หยิบมาจัดช่อหอบหอมดมชอบใจกันหนักหนา คนตัดดอกก็เป็นใจสนุกไปด้วยแต่หน้าตาเฉยๆไม่แสดงออก เดินไปตัดมาประเคนให้หอบใหญ่จนอ้อมแขนสาวๆเต็มไปด้วยดอกกุหลาบกลีบใหญ่สีสันมากมาย แม้แต่ละดอกจะบานมานานกลีบเริ่มโรยไม่ใช่ดอกแรกแย้มแต่ยังสวยกลิ่นหอมแรงไม่เหมือนที่เคยเจอ พี่เค็กชอบกว่าใครขนหอบใหญ่อยากเอากิ่งไปลองติดตาต่อกิ่งเพาะพันธุ์ปลูกเองที่บ้านบ้าง กลับเข้ารถตู้ที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบดอกใหญ่ๆมากมาย จัดเป็นช่อมาสวยงามของใครของมัน ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งรถ เราออกอาการเวียนหัวกลิ่นกุหลาบรวมมิตรนิดหน่อย

ระหว่างทางแวะเที่ยวถ้ำปลาแปปนึง ก่อนขับย้อนไปทางตัวเมือง รีบไปติดต่อภูโคลนคันทรีคลับ แจ้งความต้องการอาบน้ำแร่ไปโดยด่วน และก็ไม่ผิดหวัง ค่าอาบน้ำแร่ 15 นาที 60 บาท เตรียมเสื้อผ้า อุปกรณ์อาบน้ำ ควักเงินจ่ายแล้วแยกย้ายเข้าห้องอาบน้ำแร่อุ่นๆกันทันที อาบน้ำแร่เสร็จ ตัวเบา กระปี้กระเปร่า ร่างกายสะอาดหอมกรุ่น หน้าตากลับมาสดชื่นสดใสกันดั่งเดิม

ขับรถย้อนมาถึงตัวเมืองเลยเที่ยงไปแล้ว พี่สาธรแนะนำห้ามพลาด ข้าวซอยป้านูญ คราวนี้ไม่ได้วาดแผนที่ให้ แต่บอกว่าพอไปถึงตัวเมือง จอดรถถามใครๆก็ได้รู้จักหมดแหละ…จริงของพี่ เราไปถึงร้านป้าไม่ยากเย็น ป้าใช้บ้านเป็นร้าน ธรรมดาไม่ใช่ร้านหรูชาวบ้านมากๆแต่ดูก็รู้ว่าเปิดมานานและดังแน่ๆ อร่อยไม่ผิดหวังอีกแล้วตั้งแต่คำแรกที่ตักเข้าปาก เรากินข้าวซอยเนื้อ ข้าวซอยผัดแห้งเป็นจานกลางแบ่งกัน ทุกคนยกนิ้วให้ รสชาดจัดจ้านเข้มข้น อิ่มลืมไม่ลงจนนั่งตัวตรงแทบไม่ไหว ก่อนกลับคุยสัพเพเหระถึงประวัติร้านพร้อมเรื่องเล่าสู่กันฟังตามประสาผู้ใหญ่คุยกับเด็ก สวัสดีลาป้า ถ่ายรูปป้ายหน้าร้าน เผื่อจะไปช่วยโปรโมทให้ต่อ

ขึ้นเขาไปสักการะพระธาตุดอยกองมูน พระธาตุชื่อดังประจำแม่ฮ่องสอน และถือโอกาสให้พี่เค็กถวายสังฆทานเนื่องในวันเกิดที่นี่ จากบนพระธาตุนี้มีจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้ด้วย

อิ่มท้อง อิ่มบุญถ้วนหน้า เราต้องเผชิญอีกหลายร้อยโค้งเพื่อมุ่งตรงไปยังอำเภอเล็กๆน่ารักๆตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา ชื่อ ปาย กันได้แล้ว

ทำการจองที่พักล่วงหน้าที่ “บ้านกลางปาย” ทั้ง 2 คืน ไว้พักยาวช่วงตะลุยเที่ยวปายกัน แต่ที่พักนี้ใหม่มากเพิ่งเปิดตัวให้บริการเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 5 ธันวานี่เอง websiteก็ยังไม่มี เพิ่งได้ดูรูปถ่ายที่พักกันก่อนเดินทางไม่กี่วัน แต่ที่พักอื่นๆเต็มหมดแล้ว เลยตกลงโอนเงินไปให้ทั้งหมดเพื่อรับประกันว่า จะไปพักแน่ และ เรามีที่นอนที่ปายแน่แล้วเช่นกัน

พอเลี้ยวรถไปถึงบ้านกลางปาย หน้าตาเหมือนในรูปที่ส่งไป แต่มันเงียบ วังเวง น่าจะตั้งชื่อว่า บ้านกลางนา มากกว่า เพราะมีแค่บ้านสร้างจากไม้ไผ่ 5 หลังตั้งโด่ๆบนทุ่งนาแห้งๆสีน้ำตาลฝุ่นตลบ กับเต้นท์กางรอรับลูกค้าแต่ไม่มีลูกค้าใช้บริการซักคน พวกเราเริ่มอึ้ง ยิ่งเดินเข้าไปดูห้องพักถึงกับเงียบฉี่ รางร้ายยังไม่หมด ไฟฟ้าดับทั่วเมืองปายพอดี เราเข้าห้องน้ำน้ำก็ไม่ไหล พวกเราเลยลงมติขอบายที่นี่ไปหาที่ใหม่เอาดาบหน้าเถอะ มอบหน้าที่เจรจาทางโทรศัพท์กับเจ้าของให้พี่ณา เหตุผลคือพวกเราคงอยู่ไม่ได้ ไฟฟ้าไม่มี น้ำไม่ไหล แถมที่พักดูไม่ค่อยปลอดภัย ไม่กล้าเข้าพักแน่ๆ ไฟฟ้าดับกลายเป็นผลดีต่อพวกเราไป เพราะใช้เป็นข้ออ้างสำคัญในการยกเลิกการเข้าพักอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าทางเจ้าของจะเจรจาให้รอดูสถานการณ์อีกหน่อย เดี๋ยวไฟฟ้าก็มา แต่พวกเรามองหน้ากัน มองซ้ายขวาไปที่ที่พัก ต่างส่ายหัว เอาเงินคืนมาแล้วปล่อยพวกเราไปหาที่นอนเอาใหม่ในเมืองปายที่ปลอดภัยน่านอนกว่านี้เถอะ

พี่ณาเจรจาด้วยภาษาอ่อนหวานแต่เด็ดขาดอยู่นาน จนเจ้าของยินยอมคืนเงินให้พวกเราทั้งหมด ทั้งที่ใจนึงก็ยังห่วงกลัวว่าจะหาที่พักใหม่ในเมืองได้หรือเปล่า แต่พวกเรายอมเสี่ยงไปหาเอาข้างหน้าเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่า เมืองปาย เมืองท่องเที่ยว ถ้าไม่เรื่องมากคงหาที่ซุกหัวนอนได้ไม่อยาก ต้องขอบคุณเจ้าของที่เข้าใจมีความรับผิดชอบและรักษาคำพูด โอนเงินค่าที่พักทั้งหมดเข้าบัญชีมาในอีกไม่กี่ชั่วโมง

จากบ้านกลางปายไปแบบไม่หันหน้ากลับไปมอง มุ่งหน้าเข้าเมืองปาย หาที่พักใหม่ แต่ต้องเจอกับความมืดเพราะไฟฟ้าดับทั่วทั้งเมือง พวกเราเริ่มเครียดขึ้น ช่วยกันมองหาป้ายติดประกาศห้องพักว่าง แต่จากความมืดที่ปกคลุมเมืองและไม่รู้จักเมืองนี้เท่าไหร่ เหมือนขับรถเคว้งคว้างไปตามทางเรื่อยๆ สักพักไฟจึงค่อยๆติด สติและความคิดจึงมาพร้อมแสงไฟสว่าง ทำให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ขึ้นจนได้

เรื่องโชคร้าย – ที่พักบ้านกลางปาย แย่รับไม่ได้
เรื่องโชคดี – ไฟฟ้าดับ เลยเป็นข้ออ้างยกเลิกที่พักได้
เรื่องบังเอิญ – คือ Baan Tawaan Guesthouse

เรื่องบังเอิญมาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พอเหมาะอย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจาก
2 ปีที่แล้ว -เราเคยมาเที่ยวปายแล้วพัก Guesthouse หนึ่งแต่จำชื่อไม่ได้ จำได้รางๆว่าอยู่แถวไหน
ปีที่แล้ว -น้องหญิงกับพี่กก เคยมาเที่ยวปายเหมือนกัน แล้วพัก Guesthouse อยู่แถวโรงเรียนแต่จำชื่อไม่ได้อีกนั่นแหละ

เปิดแผนที่เมืองปายช่วยเหลือตัวเอง พี่กกเริ่มจับทิศได้ บอกทางรถตู้ไปยังที่พักที่เคยมา พอรถวิ่งใกล้ไปเรื่อยๆเราเริ่มคุ้นตา จำได้บ้างแล้ว พอรถเลี้ยวเข้าซอย ครั้งนี้ความคุ้นเริ่มรุนแรง พอเลี้ยวซ้ายไปที่ Guest House หนึ่ง เราเริ่มคลับคล้ายมาก แต่มันไม่เหมือนเท่าไหร่มีตึกแถวปลูกยาวลงไปทางแม่น้ำปาย เลยเข้าใจว่าที่ที่เราเคยพักคงเลยเข้าไปข้างในอีกหน่อยนึง

เรื่องโชคดี มาอีกครั้ง -มีห้องว่าง 3 ห้องรองรับพวกเราได้พอดี
ห้องสองคนบนตึกเป็นห้องริมชั้นสองติดแม่น้ำปาย ด้วยราคาห้องละ 1000 บาท เดินไปดูห้องแล้วตกลงเอาทันทีทั้งสองห้องมอบให้คู่พี่กก และพี่ช่อน ลงมาดูห้องสำหรับ 4 สาวเป็นบ้านอยู่ชั้นล่างตรงข้ามตึกนั้น ความคุ้มมาแตะขามากขึ้น ยิ่งเดินมาทางโซนบ้านเดี่ยวเราเริ่มมั่นใจ บอกน้องหญิงแบบไม่น่าเชื่อว่า ปายที่พักมากมายไม่น่าเชื่อว่าเราเคยพักที่เดียวกัน แถมได้กลับมาพักที่เดิมในช่วงเวลาที่คับขัน เหลือห้องว่างพอดีสำหรับพวกเรา บังเอิญจนขนลุก คงเป็นเพราะพวกเราไหว้พระ ทำบุญล่วงหน้ามาหลายวันแน่ๆ

หลังจากเข้าที่พัก ล้างหน้าแล้วออกมานั่งคุยสบายอารมณ์กับพี่พัท เจ้าของ Baan Tawaan เลยได้ข้อมูลเคลียร์เรื่องตึกใหม่ 2 ตึกที่เสร้างขึ้นแทนของเก่าที่โดนน้ำท่วมไปนั่นเอง ทำให้ Guest Houseต่างไปบ้างจากครั้งเก่าที่เราเคยมา โอ๊ย! เจอเรื่องตื่นเต้นแบบโชคดีและบังเอิญมากๆที่เมือง ป า ย จนได้

หาที่พักได้ถูกใจ หมดห่วงเสียที ความกังวลที่ครอบงำมาตั้งแต่เย็นหายไป คราวนี้ถึงคิวท้องเริ่มร้อง เราเลยตกลงเช่ามอไซต์ออโต้เมติด 4 คัน เพื่อขี่เที่ยวตั้งแต่วันนี้ยันโปรมแกรมแอดเวนเจอร์พรุ่งนี้

เริ่มขี่มอไซต์เรียงขบวนช้าผ่านถนนคนเดิน แล้วขับวนรอบๆเมืองปายเป็นการสำรวจเบื้องต้นและซ้อมขี่รถให้คล่องแคล่วชินมือ ก่อนแวะกินมือหลักที่ร้านน้องเบียร์ แล้วเดินถนนคนเดิน ยืนซื้อเดินกินจากร้านสองข้างทางเติมลงกระเพาะไปเรื่อยๆ

เรื่องราวของวันนี้ยังไม่จบ เพราะยังอยู่ในวันที่ 23 ต้องมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปิดท้ายให้ครบถ้วน

เรื่องเซอร์ไพรส์ – เป่าเค็กกัน
พี่ณาและพี่แจงแอบเตรียมเค็กไว้เรียบร้อยตั้งแต่มาเหยียบบ้านตะวันได้ไม่นาน ปล่อยพี่เค็กชะล่าใจคิดว่าเรื่องวันเกิดจบแล้วตั้งแต่เมื่อเช้ามืดที่ปางอุ๋ง สร้างสถานะการณ์พาพี่เค็กไปห้องสวีทของพี่กก พอเปิดประตูไปนอกระเบียงเห็นขนมเค็กจุดเทียนล้อมรอบสว่างไสวรอการเป่าเท่านั้น พี่เค็กก็น้ำตาแตกร้องไห้ซึ้งใจไปตามคาด ร่วมร้องเพลง HBD อย่างเป็นทางการอีกครั้ง พี่เค็กเอาแต่ร้องไห้ ตาเริ่มแดง จนเราต้องเข้าไปกอดปลอบ พี่เค็กเลยหันไปกอดขอบคุณทุกๆคนบ้าง จนกระทั่งเป่าเค็กเสร็จได้ของขวัญจากพี่ณา ก็ยังไม่หยุดร้อง เอาแต่พูดว่า “ขอบคุณนะทุกๆคน” “คราวหน้าไม่ต้องลำบากนะ”

เค็กช็อคโกแลตราดหน้าด้วยช็อคผสมถั่วเหนียวๆ เห็นว่า ซื้อมาจากร้านดังในปาย ที่คนขายเป็นฝรั่งพูดไทยไม่ได้กันเชียว เขียนบนหน้าเค็กว่า H B D MY Dear CAKEE พวกเรายังติดใจการกินแบบสามัคคี เป่าเสร็จไม่ต้องตัดแบ่ง นั่งล้อมวงใช้ช้อนประจำตัวตักกินจากก้อนใหญ่เลย อร่อยได้อารมณ์ปนน้ำตาของพี่เค็ก

คืนนี้มี wifi ด้วย ปล่อยให้พี่ณานอนเรียบร้อยด้านในคนเดียว เราสามคนจองข้างนอกและเตียงเสริมเล่นเนท เข้า hi5 ดูรูปขำน้ำตาไหลกันจนดึกดื่น

เข้านอนอย่างเหนื่อยอ่อนแต่ไม่อ่อนใจ แม้จะเจอเรื่องราวสะกิดใจมากมายแต่เรายังยิ้มได้ พร้อมเที่ยวต่อไป ด้วยความรู้สึกว่ามีโชคช่วยและพระคุ้มครองพวกเรา

Advertisements