เริ่มต้นตอนบ่ายกว่าๆ ชักชวนกันไปไหว้พระ 9 วัด เพื่อเป็นสิริมงคล เสริมดวง ขอพร ทำบุญ ไหว้พระ รดน้ำมนต์ สิ่งที่นิยมปฏิบัติกันเมื่อเข้าสู่ปีใหม่ทุกๆปีตามหลักเขาจะไหว้พระ 9 วัดอารามหลวงกันนะ แต่เราขอไหว้แบบไปสะดวกวัดที่คุ้นเคย จัดลำดับเอาเองตาแผนของเรา จะเรียกว่าไปกี่ปีกี่ปีก็วนเวียนตามนี้เสียทั้งนั้น ซึ่งการไหว้ฉบับของเราก็ไม่เพี้ยนจากตำราท่านว่าไว้เท่าไหร่

วันนี้เริ่มต้นแบบแดดร้อนเปรี้ยง แต่ปีนี้โชคดีได้ Honda Jazz สีขาวลุยไหว้แบบไม่ต้องเหนื่อย เป็นการไหว้พระปีแรกที่ไม่ต้องพึ่งพารถตุ๊กตุ๊กกับขาทั้งสองข้างมากนัก

วัดสระเกศ หรือ ภูเขาทอง ท่านว่า “ขอให้ชีวิตมั่นคงดังภูเขา” ไปเป็นวัดแรก เพราะต้องใช้กำลังพอสมควรเพื่อเดินขึ้นบันไดไปไหว้หลวงพ่อโตและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ที่บรรจุอยู่ในเจดีย์ใหญ่ ณ เขาบรมบรรพต ขาลงแวะไปไหว้รูปหล่อสมเด็กพระพุทธาจารย์(โต)ด้วย

วัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร ท่านว่า “มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป” วัดนี้ชอบมากๆและไม่เคยพลาดซักครั้ง ได้ไหว้องค์พระประธาน พระศรีสากยมุนี ในโบสถ์วิหารใหญ่โตร่มรื่น วัดนี้คนมาไหว้พระกันเยอะเหมือนทุกปี ปีนี้หน้าวิหาร มีให้ร่วมทำบุญ หล่อพระปางประสูติ ชื่อว่า เบบี้ บุดดา ฟังชื่อแล้วแปลกๆแต่เราก็ร่วมถวายปัจจัยเขียนชื่อใส่ในใบโพธิ์ทองคำ รอการนำไปหลอมเป็นพระพุทธรูปนี้ต่อไป

แวะเติมพลังกันที่ มนต์นมสด อย่างเคย ก่อนไปไหว้ ศาลเจ้าพ่อเสือ ท่านว่า “เสิรมสร้างบารมี” เราคนไทยแท้ ไม่ค่อยได้ไหว้ศาลเจ้าและไม่ถูกกับควันธูปมหาศาลเลยขอไหว้ตรงหน้าศาล เคยเข้าไปครั้งหนึ่งแสบตามากและยังโดนน้ำตาเที่ยนแดงหยดใส่หลังมือเป็นแผลเป็นอยู่ทุกวันนี้ เราไหว้ตามธรรมเนียมก็ไม่เป็นเลยเดินไปซื้อ เผือกหิมะ เจ๊ณี กับลูกชิ้นปิ้ง มาเป็นเสบียง ระหว่างที่ปล่อยให้เพื่อนเสริมพลังบารมีให้เต็มที่อยู่ด้านใน กลับมาที่รถเจอตำรวจกำลังเขียนใบสั่ง ล็อดล้อรถคันหน้าพอดี แสดงว่าบุญมาทันตาเห็น ถ้ามาช้าอีกซักนาที รถเราคงเป็นคันต่อไป รีบสตาร์ทเคลื่อนจ้ำอ้าวหนีไปทางสนามหลวงเพื่อความปลอดภัยไร้กังวลเอาไปจอดในธรรมศาสตร์ให้สบายใจดีกว่า

ศาลหลักเมือง ท่านว่า “ไหว้หลักเมือง เสริมเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี” เราขอแค่ให้มีงานทำเป็นหลักแหล่งมั่นคงก็พอแล้ว ตอนเอาผ้าแพรสีไปพันเสาหลักเมืององค์จำลอง เราพันที่โคนขอหลักปักฐานมั่นคงแน่นๆ เพื่อนขอผูกบนยอดอยากมั่นคงสูงสุด ซักพักเจ้าหน้าที่มาแกะผ้าสีเต็มเสาออก แล้วบอกว่า ให้เราๆช่วยกันแกะผ้าที่ผูกไว้ที่เสา จะได้ช่วยกันคลายปมปัญหาที่มีให้หมด เราช่วยแกะไม่ทัน แต่ยืนคิดในใจว่า ปีหน้า เอาแค่คล้องไว้หละกัน เดี่ยวปัญหาติดปมแก้ไม่ได้ซักที

วัดพระศรีรัตรศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ท่านว่า “ไหว้พระแก้วมรกต แก้วแหวน เงินทอง เทมาตลอดปี” กว่าจะเดินมาถึงหน้าวัดพระแก้ว 16.33 ปิดแล้วตั้งแต่ 16.00 เพราะอยู่ในส่วนของพระบรมมหาราชวังเลยปิดบริการเร็วกว่าวัดอื่นๆ เพื่อนออกอากาสเซ็ง ของสำคัญที่ต้องการมาไหว้ อยากได้แต่เงินทองของร่ำรวยปีนี้เสียทีเถอะ มัวแต่โอ้เอ้แวะกินจนลืมดูเวลาเลยได้แต่ยืนไหว้ขอโชคลาภเผื่อจะฟลุคร่ำรวยเงินทองกับเขาบ้างที่หน้าประตูนั่นเอง

กระโดดขึ้นรถเมล์ไปต่อ ตอนนี้ค่ารถเมล์ 7 บาทเองเหรอเนี่ย?

วัดเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ท่านว่า “ไหว้พระนอน อยู่ดีกินดีตลอดไป” เรามาขอแค่ให้พ่อแม่สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืนอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกๆไปนานก็พอ เพื่อนชวนเดินวน 3 รอบๆพระพุทธไสยาสน์ด้วย เราเพิ่งเคยทำแต่เห็นคนเดินกันเยอะเหมือนกัน วัดนี้ฝรั่งชอบ โดยเฉพาะพระนอนองค์ใหญ่ ถ่ายรูปกันเยอะมาก เราเดินรอบพระนอนเสร็จก็นั่งสมาธิแผ่เมตตาขออโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวร ตรงด้านหน้าพระพักตร์ของพระที่มองลงมาพอดี

เดินมาข้ามเรือที่ท่าเตียน เวลาจะไปวัดอรุณที่ไร ต้องมาถึงเย็นพลบค่ำ พระอาทิตย์ใกล้ตกเสียร่ำไป เลยได้นั่งเรือข้ามฟากมีลำแสงแดดสีส้มๆสะท้อนลงมาที่แม่น้ำข้างพระปรางค์ 3 องค์พอดี สวยงามดีจัง…

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) ท่านว่า “ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกวันคืน” ไหว้หลวงพ่อวัดอรุณ รัชกาลที่สอง แล้วก็พระปรางค์ แต่เริ่มเย็นแล้วเลยไม่ได้เดินขึ้นไปข้างบนพระปรางค์

รีบไปขึ้นเรือหน้าวัด ไปวัดกัลยาณมิตร ท่านว่า “ไหว้หลวงพ่อซำปอกง

  โชคดีมีชัยปลอดภัยตลอดปี” เราเข้าไปไหว้พระในศาลา ขอแค่ให้เจอแต่มิตรดีดี มิตรเก่าที่คบหากันมาก็ดีอยู่แล้วแต่ขอให้ดีต่อกันยิ่งๆไปและพากันไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป และแม้ต้องเจอมิตรใหม่ยามใดก็ขอให้เจอแต่คนดี สนับสนุนค้ำจุน เข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน วัดนี้บรรยากาศคล้ายศาลเจ้าพ่อเสือ แต่กว้างขวางไม่แออัด อาจจะเป็นช่วงเย็นแล้วคนเลยไม่แน่นด้วยเรือไปวัดระฆัง เที่ยวสุดท้ายมาพอดี ตอนแรกว่าจะกลับแล้ว แต่เรือมาเทียบถึงท่าเหมือนเชื้อเชิญให้ไปไหว้พระต่อ เลยนั่งเรือย้อนไปอีกคนละ 20 บาท ได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยายามใกล้จะมืดไปด้วยก็ว๊าวลมพัดเย็นสบายใจดีนะ

วัดระฆังโฆษิตาราม ท่านว่า “ไหว้พระวัดระฆัง มีชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ” เรามิได้เป็นดาราและไม่คิดจะเป็นบุคคลสำคัญของโลก เลยไหว้พระขอให้เป็นที่รักของใครๆก็พอ

แต่จริงๆเวลาพูดถึงวัดระฆัง สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือ หลวงพ่อโต พรหมรังสีและคาถาชินบัญชร เราตั้งใจมาวัดระฆังส่วนหนึ่งก็อยากมาไหว้รูปหล่อหลวงพ่อโต ซึ่งไม่ผิดหวังหลังจากไหว้พระประธานแล้วออกมาไหว้และปิดทองท่านสมใจ นอกจากนั้นเรายังอยากมาสวดคาถาชินบัญชรต่อหน้ารูปหล่อท่านบ้าง ทุกทีได้แต่สวดที่บ้านหันมามาทางฝั่งธนฯเอา ทางวัดเหมือนรู้ถึงข้อนี้ จัดเตรียมบทสวดให้ไว้เรียบร้อย

ครบ 9 ไหว้วัดกับสถานที่ชื่อเป็นมงคลต่อชีวิต อยากจะซื้ออาหารปลาให้ปลาแถวท่าเรือ แต่มันเย็นจนมืดมองไม่เห็นปลาเสียแล้ว เลยเดินไปทางศิริราช นั่งเรือข้ามฟากไปท่าพระจันทร์ ไม่ได้นั่งเรือข้ามฟาตอนฟ้ามืดมานานแล้ว เห็นทางพระบรมมหาราชวังเปิดไฟส่องสว่างจ้าแต่มองเห็นแค่ส่วนบนของปราสาทนะ เพราะความงามด้านล่างมีบ้านเรีอนประชาชนบังสายตาไว้ ทางด้านวัดอรุณตั้งแต่หอประชุมกองทัพเรือไปเรื่อยจนพระปรางค์ทั้งสาม ก็เปิดไฟส่องสวยงามอร่ามไปทั่วท้องน้ำเจ้าพระยาเช่นกัน แม่โดมตั้งเด่นริมเจ้าพระยา ก็เปิดไฟสะท้อนขึ้นไปบ้าง แม้จะไม่สว่างไสวเด่นเท่าองค์พระปรางค์ แต่มีความงามอันแตกต่างแบบไม่เป็นรองใครเหมือนกัน

สิ่งหนึ่งที่ยังคงวนเวียนไปเยี่ยม ไหว้ สวัสดี ยามเมื่อไปแถวนั้น คือ พ่อปรีดีย์และแม่โดม ของเด็กธรรมศาสร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ค้ำชูคู่จิตใจที่เราเคยไปขออะไรแล้วไม่ค่อยจะผิดหวังเสียด้วย เย็นนี้แวะไปซื้อดอกดาวเรืองคนละพวง ไปสวัสดีปีใหม่พ่อปรีดีย์กับแม่โดมเพื่อร่วมเสริมมงคลและความมั่นใจพร้อมลุยเต็มที่ตลอดปีนี้ เพิ่งเลยหกโมงเย็นเล็กน้อย แต่ที่ลานโดมมืดและไม่มีใครอยู่เลย มันเงียบวังเวงผิดกว่าปกติ ทำไมคนหรือนักเรียนไม่มานั่งริมน้ำเหมือนทุกทีกันนี่ เราเลยอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เดินไปท่าพระจันทร์กันดีกว่า!

ก่อนกลับเดินไปกิน ลุงหลุยส์ อาหารตามสั่ง สาระพัดยำ โรตี ขนมปังหน้าหมู โต๊ะริมแม่น้ำเจ้าพระยา รำลึกบรรยากาศสมัยเรียน

ใครว่า…เวลาได้ไปไหว้พระ จะอิ่มบุญ อิ่มอกอิ่มใจ หายเหนื่อย แต่ทำไมเราทั้งหิวทั้งเหนื่อยมากก็ไม่รู้เนี่ย

Advertisements