เมื่อเช้า นาฬิกาปลุกส่งเสียงสนั่นหวั่นไหวตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า
มองออกไปนอกหน้าต่างทำไมมันถึงเห็นแต่หมอกขาวคลุมเต็มหน้าบ้านเยอะขนาดนี้เนี่ย
จนมองไม่เห็นบ้านหลังตรงข้ามเลย ตอนแรกนึกว่าเพิ่งตื่นนอนตายังไม่สว่าง โ
ดนอาการงัวเงียครอบงำอยู่และยังมีขี้ตาเกาะจนลืมตาไม่ขึ้นจนทำให้มองเห็นภาพข้างหน้าได้ไม่ชัดเจน

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวสร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้ตัวเอง
แล้วหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านเกือบ 7 โมงเช้า 
แต่บรรยากาศรอบๆตัวยังปกคลุมด้วยหมอกหนาดั่งเดิม
แสดงว่าหมอกขาวที่คลุมรอบๆตัวตั้งแต่ตอนตื่น คือ หมอก ลงหนักจริงๆ
ไม่ได้มีก้อนขี้ตาขาวมาบังอำพรางไว้ดั่งที่คิด ปกติกว่าจะตื่นนอนแดดก็จ้าจนหมอกกระจายไปหมด
ได้ยินที่ทางทีวีรายงานพยากรณ์อากาศว่า กรุเทพฯจะมีหมอกจัดปกคลุมบางพื้นที่
ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ Amazing Bangkok จริงๆ

ระหว่างนั่งรถเมล์ไปท่าพระจันทร์
มองออกไปนอกหน้าต่างนึกว่า กำลังอยู่ที่เมืองในหมอก อ. ปาย แม่ฮ่องสอน
หรือ กำลังอยู่จุดสูงสุด ณ ยอดดอยอินทนนท์กันแน่
เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นหมอกหนาแผ่ปกคลุมไปทั่ว
จนแทบไม่สามารถมองผ่านทะลุกลุ่มหมอกไปเห็นสิ่งใดๆระหว่างทางได้
เลยเอนตัวนอนหลับตาสูดกลิ่นหอมและสัมผัสละอองหมอกไปเรื่อย
แล้วจินตนาการว่า กำลังนั่งอยู่ริมแม่น้ำปาย ดีกว่า

กว่าจะได้เห็น สองข้างทางว่า รถวิ่งมาถึงไหนแล้ว
ก็เมื่อรถเมล์ฟรีสาย 60 วิ่งผ่านถนนราชดำเนิน ณ เวลาเกือบ 8 โมงแล้ว
หมอกหนาที่ปกคลุมเกือบทั่วกรุงเทพฯได้เวลาจืดจางโบกมือลาจากไปเสียที…

ลงรถเมล์ที่สนามหลวง ร่างกายสัมผัสได้ถึงละอองเย็นๆของหมอกที่เพิ่งจางหาย
แต่อากาศยังชื้นๆจนจมูกแห้งเหมือนจะป่วยกับอากาศที่เรรวนเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาไม่ได้นี่เสียจริงๆ

หอบหิ้วชุดกีฬาใส่กระเป๋าไปใบใหญ่ นึกว่าจะมีกิจกรรมกีฬาเฮฮาตีแบตเรียกเหงื่อกันตอนเย็น
แต่ต้องหลีกทางให้เหล่าเพื่อนหมวยเตรียมภาระกิจรับวันตรุษจีน
เราเลยกลับบ้านมารอดู คุณแม่จำแลง
และ FA Cup รอบ 4 ระหว่างแมนยู-สเปอร์ผ่านทางnetตอนหลังเที่ยงคืนแบบเหงาๆคนเดียว
ตามประสาคนไทยแท้ไม่มีเชื้ออื่นเจือปน

Advertisements