เช้านี้ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีหมอกตั้งแต่ 7 โมง แต่ยังช้ากว่าดวงอาทิตย์ แม้เป็นวันเสาร์ยังขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็วไม่รอเปิดตัวปล่อยแสงแรกต้อนรับนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯเลย เดินเรื่อยๆออกกำลังกายเบา หายใจเข้าเอาอ็อกซิเจนฟอกปอด ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ ชื่นชมความงามของดอกไม้ใกล้ๆที่พักตามลำพัง หลายๆบ้านยังเงียบไม่รู้ว่ายังไม่ตื่น หรือ ออกไปเดินเที่ยวตั้งแต่เช้าเหมือนกับเรากันหนอ

 

                      

ได้เวลา แบกเป้ สะพายกระเป๋ากล้อง ห้อยรองเท้าผ้าใบ ใส่รองเท้าแตะ ล้อหมุนโบกมือลาภูแก้วรีสอร์ท ตั้งแต่ 9.30 มุ่งหน้าไปทางจังหวัดพิษณุโลก

           

 

แวะไหว้พระพุทธชินราช                         

  

แล้วไปกินข้าวกลางวันที่ร้านแพน่านน้ำ อยู่ติดแม่น้ำน่านในจังหวัดพิษณุโลก ร้านอาหารชื่อดังประจำจังหวัด สะสมชื่อเสียงการันตีระดับความอร่อยมาช้านาน แต่เราเหงื่อย้อยเหนียวตัวมาตั้งแต่เดินอยู่ในวัด พอมาถึงร้าน(หลังจากหลงอยู่หลายรอบ) อาหารพร้อมกินวางเรียงหน้าอยู่เต็มโต๊ะ ทั้งเผ็ด ทอด แกง ผัดครบทั้ง 5 หมู่ แต่อากาศตอนเที่ยงนิดๆขนาดร้านอยู่ติดแม่น้ำยังร้อนอบอ้าวจนเราหมดอารมณ์ครื้นเครงกับอาหารตรงหน้า กินไปได้ไม่มากเพราะใจอยากกินแต่ Pepsi แก้กระหายมากกว่า เลยแทบจะไม่ได้พิสูจน์ว่าอาหารร้านนี้อร่อยสมคำร่ำลือหรือไม่ แต่แอบดูโต๊ะข้างๆเพื่อนคนอื่นๆยัง Enjoy eating จนอาหารเกลี้ยงจาน แสดงว่าใครๆเค้ายังเจริญอาหารกินข้าวกลางวันได้ไม่พ่ายแพ้ความร้อนและแสงแดดแต่อย่างใด มีแต่เรายอมแพ้อากาศจนหมดหิวอารมณ์ไม่บรรเจิดตอนมื้อกลางวันอยู่คนเดียวมั๊งเนี่ย 

 

ขึ้นรถตู้เดินทางกลับกรุงเทพฯ พอเจอแอร์เย็นซักพักร่างกายเริ่มกลับเข้าสูภาวะปกติอาการหิวข้าวเริ่มก่อตัวอีกครั้ง โชคดีได้ส้มหวานเจี๊ยบที่แอบจิ๊กมาจากบุฟเฟต์ที่รีสอร์ทช่วยชีวิต กินไปนึกถึงตอนไปเทียวกับ The GanG! ที่เชียงใหม่แล้วติดใจส้มตานกบินที่แกะกินกันในรถตู้ตลอดทางเหมือนกัน

 

นั่งรถกลับถึงกรุงเทพฯใช้เวลาเดินทางอีกเกือบครึ่งวัน แวะเข้าห้องน้ำเป็นระยะตามใจจุ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพราวๆ 2 ทุ่มพร้อมของฝากจากหลายจังหวัด3-4 ถุง

(เล็กๆ) 

 

Advertisements