หลังจากส่งแม่ไปโรงพยาบาล นั่งรถไปหาเป้าเพื่อนที่อาสาขับรถและไปจอดรถรออยู่ที่ปากซอยอยู่เย็น กม.5เรียบร้อยแล้ว ขับรถมุ่งหน้าถนนรามอินทรา ขับตรงอย่างเดียวเข้าสู่ถนนแจ้งวัฒนะ ขับไปเรื่อยๆผ่านปากเกร็ดจนสุดถนนเจอแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วกลับรถเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแรก ขับไปตามทางเรื่อยๆก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าวัดกู้ที่ห่างจากปากซอยประมาณ 2 กิโลเมตร ทางที่ถูกควรเป็นอย่างนี้ เหตุที่มัวแต่ชวนคนขับคุยเพลินทั้งๆที่คนบอกทางก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่า…เลยปากเกร็ดแล้วระวังดีๆอย่าขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยานะ แต่กว่าจะรู้สึกตัวก็เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่อยู่เบื้องล่าง รถเรากำลังวิ่งฉิวอยู่บนสะพาน สายเกินกว่าจะกลับตัวและกลับรถ เลยต้องปล่อยเลยตามเลยจนถึงถนนราชพฤกษ์โน่นจึงเห็นที่กลับรถ…ต้องขับรถย้อนมาทางเดิมกว่าจะกลับเข้าเส้นทางที่ควรจะเป็นก็เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง

         เป้าเพื่อนเรารู้สึกว่าจิตใจไม่ค่อยดี งานประจำที่ทำอยู่ก็เหมือนไม่มีความสุข ชีวิตมันไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง เลยอยากทำบุญไถ่ชีวิตโค-กระบือ เคยเอ่ยชวนเราแบบทีเล่นทีจริงมาหลายครั้ง เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวให้เสียที จนคราวนี้คงอยากไปมากเลยไปหาข้อมูล หาแผนที่เสียเองคงขี้เกียจรอเราแล้วหละ…เราก็เห็นดีเห็นงาม เรื่องทำบุญทำทานเราก็สนับสนุน ช่วงนี้เราก็เหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่บ่อยๆ ไปทำบุญเสียบ้างจะได้ลืมๆสิ่งต่างๆที่กำลังเป็นอยู่และมีแต่สิ่งดีเป็นไปในภายหน้า

         กว่าจะถึงวัดก็บ่ายโมงกว่า แดดกำลังร้อนเลย เข้าไปภายในวัดที่กำลังสร้างโบสถ์ ศาลา กำลังบูรณะวัดให้ยิ่งใหญ่เป็นวัดอารามหลวง ว้ดกู้ดั้งเดิมคงเป็นวัดเก่าแก่เก่เล็กๆแต่อีกซักปีหรือสองปีหลังจากสิ่งก่อสร้างต่างๆตามแผนสร้างเสร็จวัดกู้แห่งนี้คงเจริญรุ่งเรืองและสวยงามมากกว่านี้ จะเรียกว่ามาอีกทีคงจำสภาพเดิมไม่ได้ก็น่าจะไม่โอเวอร์เกินไป

        จอดรถในวัดเดินไปเห็นวัวสองตัวสีดำกับสีขาวที่มีผู้ร่วมกันบริจาคเงินไปไถ่ชีวิตมาจากโรงงานฆ่าสัตว์มาเมื่อวานนี้ กำลังรอนำไปถวายให้โครงการหลวง วัดนี้จะรับบริจาคเงินไปซื้อวัว-ควาย ที่อายุไม่มากนัก เพราะจะได้นำไปฝึกไถนาได้ ถ้านำโค-กระบืออายุมากๆมาท่านเจ้าอาวาสท่านบอกว่า มันไถนาไม่เป็น ฝึกไม่ได้ ต้องไปเลือกซื้อวัวและควายที่โรงฆ่าสัตว์ที่อายุน้อยๆแล้วจะนำไปถวายให้โครงการหลวงต่อไป เราเห็นเจ้าวัวขาว-วัวดำสองตัวที่รอดชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์มาได้นี้ถูกล้อมรั้วให้คนบริจาคเงินตามศรัทธาใส่กล่องเป็นค่าหญ้าแล้วเอามาให้มันกิน…เราก็ไปซื้อหญ้ามาให้กินเหมือนกัน มันสองตัวโชคดีที่มีคนบริจาคเงินจำนวนมากพอ มันเลยได้มีชีวิตต่อไป แถมจะได้ไปไถนาในโครงการหลวงอีกต่างหาก

          สองตัวนี้…โชคดีจัง

         เซียมซียุคใหม่ เปลี่ยนจากต้องเขย่าไม้เสียบที่เขียนตัวเลขไว้ในกระบอกไม้ไผ่ เป็นเซียมซีดิจิตอลหน้าตาแปลกๆกันหมดแล้ว แค่หยอดเหรียญ 5 บาทหรือ 10 บาทแล้วกดปุ่ม Start จะเห็นไฟวิ่งวนรอบตัวเลขซักพักก่อนจะหยุดที่เลข 7 เดินไปอ่านใบเซียมซีเหลืองๆเก่าๆ เค้าก็ทำนายว่าดีนักดีหนา ได้โชคได้ลาภ ได้คู่อีกด้วย เราก็ยิ้มๆ เพื่อนเราได้เลข 17 เห็นว่าไม่ค่อยดีนัก เราเลยปลอบใจไปว่าอย่าคิดมาก มันคงแค่คำทำนายกว้างๆแบบกี่ปีกี่ปีไม่เคยเปลี่ยน ก็ดูเอาจากกระดาษใบทำนายซิยังเหลืองจนเกือบจะเป็นวัตถุโบราณอยู่แล้ว…เวลาไปทำบุญเราก็ไม่เคยเขย่าเสี่ยงหาเลข จะว่าไม่เชื่อก็คงเกินไป แต่เอาว่าเราไม่คิดว่า ตัวเลข 1 หรือ 2 ตัวรวมกันจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ หรือสิ่งที่ทำนายจะต้องเป็นจริงเสมอไป มันคงทำให้คนอ่านที่ได้เลขนั้นมีกำลังใจมากขึ้นหรือเอาไปซื้อลอตเตอรี่มากกว่า 

        เครื่องเซี่ยงเซียมซีดิจิตอล กับใบทำนายที่ 7 ที่ว่าดี แต่เราฟังหูไว้หู

                  ช่วงนี้ใกล้ถึงวันเข้าพรรษาวัดวาต่างๆก็มีกิจกรรมให้ประชาชนร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา  เราร่วมด้วยช่วยกันตักน้ำเทียนหลอมละลาย บรรจงค่อยๆเทใส่แท่งหล่อเทียนพรรษา 9 แท่งไปด้วยเหมือนกัน หลวงพี่ที่คอยให้คำแนะนำญาติโยมที่มาทำบุญอยู่บริเวณนั้นบอกว่าให้ตักน้ำเทียนทีเดียวแล้วค่อยๆหยอดใส่แท่งหลอมเทียน 9 อันให้หมดในครั้งเดียวพอ ท่านบอกว่า ถวายเทียนชีวิตจะโชติช่วงรุ่งเรืองสว่างไสวเมื่อเราตักน้ำเทียนบรรจงหยอดทีละน้อยๆสิ่งดีๆความรุ่งเรืองต่างๆที่จะบังเกิดขึ้นจะได้อยู่กับเรานานๆ เราถึงกับงง จริงเหรอเนี่ย เราว่าเป็นกุศโลบายหรือเปล่า เพราะถ้าคนตักน้ำเทียนหยอดเยอะๆหลวงพี่ก็ต้องเคี่ยวน้ำเทียนบ่อยๆ แต่พระไม่น่ามุสา เราคิดไม่ดีกลางวัดจะบาปไหมเนี่ย!!

         ตักทีเดี่ยว ค่อยๆหยอดให้ครบ 9 แท่งหล่อตามหลวงพี่บอก

       ผ่านไปเกือบชั่วโมง ทำกิจกรรมที่วัดจัดไว้ให้มากมายยังไม่ไปถึงบริจาคเงินไถ่ชีวิตโค-กระบือ จุดประสงค์หลักที่ตั้งใจเดินทางไกลมาถึงวัดนี้เลย อ่านจากป้ายบอกทางชี้ไปที่กุฏิเจ้าอาวาส…บอกว่าที่นี่เป็นสถานที่รับบริจาคเงิน เรารีบเข้าไปแจ้งความประสงค์ที่เป็นที่รู้กัน หลวงพ่อส่งซองขาวให้เขียนจำนวนเงินที่จะร่วมบริจาค เขียนชื่อผู้บริจาคและที่อยู่ให้ชัดเจนเพราะทางวัดจะจัดส่งใบอนุโมทนาบัตรไปให้ทางไปรษณีทีหลัง ที่หน้าซองมีแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่า ถ้าจะไถ่ชึวิตโค-กระบือทั้งตัวก็ 20,000 บาท แต่ถ้าปัจจัยไม่มากพอก็ให้ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงใช้วิธีร่วมบริจาคเท่าที่มีก็ได้ เราเลยตอบกลับไปว่า เราคงทำบุญไถ่ได้แค่ขาวัวข้างนึงเท่านั้น หลวงพ่อกลับบอกว่าไม่เป็นไรทำตามศรัทธา ขาข้างหนึ่งที่เราบริจาคทำให้วัวตัวนั้นเดินต่อไป สามารถทำงานได้ เราก็ได้บุญเหมือนกัน         

เราร่วมบริจาคไปจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากนักรวมซองเดียวไปกับเพื่อนแบบผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ก่อนหลวงพี่จะให้ท่องบทสวดถวายปัจจัยทำบุญไถ่ชีวิตอะนะ(เดาๆเอา) แล้วก็ให้กรวดน้ำ ให้พรตามพิธี แล้วยังบอกให้หลวงพี่รูปเดียวกับที่แนะนำเรื่องหยอดน้ำเทียนนั่นหละ พาเราไปไหว้พระที่วิหารเก่าแก่ของวัด เดินไปประมาณ 100 เมตรเป็นวิหารเก่าและทรุดโทรมมากๆ ก่อนหน้านี้ถูกปิดไม่ได้ให้คนเข้าไปกราบไหว้นานแล้วจนค้างคาวเข้าไปทำรัง แต่ชาวบ้านเห็นว่าวิหารยังสวยงามควรเปิดให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้อีกครั้ง หลวงพี่ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วิหารนี้ปัจจุบันไม่ได้ใช้ทำกิจสงฆ์ใดๆแล้ว ตอนนี้ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลป์ ประกาศให้เป็นโบราณสถานอันล้ำค่า(เค้าเรียกว่าอะไรจำไมได้) รอการบูรณะปฏิสังขรจากทางกรมศิลป์อยู่ เราแอบคิดในใจว่า วิหารนี้ก็ธรรมดานะ กำแพงด้านในวิหารก็เขียนเล่าถึงการดำเนินชีวิตของชาวบ้านมากกว่าจะเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าที่สวยงามเหมือนวัดใหญ่เก่าๆแก่ที่อื่นๆ แถมมีค้างคาวแม่ไก่ห้อยหัวเกาะเต็มหลังคาอีก คิดไม่ดีกลางวิหารว่าหลวงพี่พูดเกินความจริงอีกป่าวเนี่ย!!! มาถึงวัดเรายังจำเจตนาเดิมได้ เรียกหาไม้กวาดจากหลวงพี่ มากวาดเศษธูป ฝุ่นผงและขี้ค้างคาวเป็นการใหญ่ หลวงพี่บอกว่า ขี้ค้างคาวจะเอาไปทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ เดินยิ้มออกมา…สะสมความสวยไว้ชาติหน้าอีกแล้ว

       ท่าน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในวัดกู้แห่งนี้ยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ ศาลพระนางเรือล่ม

       

         ประวัติของพระนางเรือล่มน่าสนใจดี

    ว่ากันว่า อนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ “ทัชมาฮาล” ซึ่งเป็นสุสานแห่งความรักที่เจ้าชายชาห์ จาฮาน สร้างขึ้นเพื่อเก็บพระศพของพระนางมุมตัส มาฮาล พระชายา

    ในประเทศไทยเองก็มีอนุสรณ์แห่งความรักระหว่างพระมหากษัตริย์และพระมเหสีเช่นกัน โดยเป็นความรักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี นั่นเอง 
     สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ผู้เป็นมเหสีที่รักยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ถวายตัวรับราชการในตำแหน่งพระราชชายาเจ้า เมื่อพระชนมายุได้เพียง 17 พรรษา 
     สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ มีพระราชธิดาพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อยมา จนเมื่อเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นเมื่อมีการเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมยังพระราชวังบางปะอิน เมืองพระนครศรีอยุธยา การเดินทางนี้เป็นการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งทรงตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เสด็จประทับบนเรือพระที่นั่งกับพระราชธิดา โดยมีพระพี่เลี้ยงตามเสด็จด้วย

     เมื่อเรือที่ประทับแล่นตามแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็เกิดอุบัติเหตุถูกเรือลำอื่นแล่นแซง อีกทั้งนายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้าขาดสติในการบังคับเรือ จึงทำให้เรือล่มลง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเกรงกลัวกฎมณเฑียรบาลที่ว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร 
     สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ที่กำลังทรงพระครรภ์ พร้อมด้วยพระราชธิดาอายุเพียง 1 พรรษาเศษ จึงสิ้นพระชนม์ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเหตุให้ประชาชนเรียกพระองค์ว่า “พระนางเรือล่ม” ในเวลาต่อมา 
     ความรักและความอาลัยในตัวสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ นี้ ทำให้พระบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโศกสลดถึงที่สุด และได้ทรงสร้างอนุสรณ์สถานขึ้นหลายแห่งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระมเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์

    =============================================

         กว่าจะไหว้ศาลพระนางเรือล่มเสร็จก็บ่ายสามโมงกว่าแล้ว ท้งร้อนแดดและท้องร้องหิวข้าว ใกล้ๆกันนั้นมีร้านอาหารชื่อดัง “ครัวบ้านริมน้ำ” ดูจากภายนอกร้านบรรยากาศดีเชียว อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าไปนั่งสั่งเป็ปซี่เย็นๆ หรือข้าวอร่อยๆกินพักเหนื่อย คลายร้อนก้นดีกว่า แต่พอเทกระเป๋า นับเงินที่เหลือสองคนรวมกันยังไม่ถึงร้อยบาทเลย เลยได้แต่ถ่ายรูปป้ายร้านไว้เป็นที่ระลึก รีบขับรถไปกด ATM แล้วหาอะไรกินแถวตลาดปากเกร็ดกินก็ได้

       ทำบุญจนเงินหมด เลยอดกิน หิ้วท้องไปหาเอาข้างหน้า

         ก่อนจะจากลาจากวัดกู้ เมื่อวานซื้อเครื่องสังฆทานเตรียมไปถวายด้วย แต่ซื้อแบบของที่อยากถวายไม่ได้ซื้อแบบจัดชุดสำเร็จนะ ตั้งใจจะถวายพระที่วัดกู้นั่นแหละในตอนแรก แต่ตอนที่ไปบริจาคเงินไถ่ชีวิตโค-กระบือนั้นเห็นคนไปถวายสังฆทานหลายคน กองถังสังฆทานวางเต็มกุฏิไปหมด เราเลยบอกเพื่อนว่าไปถวายวัดอื่นดีไหม เพื่อนก็เห็นตรงกัน ระหว่างขับรถออกไปถนนแจ้งวัฒนะ ผ่านวัดบางพูดนอก ดูเป็นวัดเล็กๆ เลยเข้าไปถวายสังฆทานที่วัดนั้นก่อนกลับบ้าน…

          กว่าจะถวายส้งฆทานที่กุฎิพระ รับศีล รับพร กรวดน้ำ รับพรหมน้ำมนต์ ไหว้พระเสร็จก็สี่โมงกว่า มาที่รถร้อนมากทั้งจะเวียนหน้า มุดหัวเข้ารถเสร็จ เปิดแอร์แรงให้หายเหนื่อย ที่วางแผนจะไปหาของอร่อยกินแถวๆตลาดปากเกร็ด หรือนั่งเรือข้ามฟากไปเที่ยวเกาะเกร็ดเป็นอันยกไปคราวหน้าแล้วกัน หิวข้าวหนักขึ้นไปหาข้าวกินในห้างเย็นๆกันดีกว่านะ มันร้อนวะ

         ระหว่างทางกลับบ้านเลยแวะเซ็นทรัล รามอินทราโฉมใหม่ เป้าให้เราเลือกร้านเพราะถึงคิวเราเป็นเจ้ามือ ถ้าให้เราเลือกก็คงหนีไม่พ้น Fuji นั่นแหละ

      ชุดหมูทอดทงคัตซึ ของโปรด มื้อนี้ไม่ยอมพลาด

          อิ่มใจ  อิ่มบุญ และอิ่มท้อง แม้จะเหนื่อยกับการเดินสายทำบุญหลายวัด ขับรถไปตั้งไกลแถมหลงทาง เจอรถติด แดดร้อน เหงื่อแตก แม้แต่ไม่มีแม้ตังค์จะกินข้าวกัน แต่ก็สุขใจมีแต่รอยยิ้มในที่สุด วางแผนกันว่า คราวหน้าจะไปบริจาคเงินให้สัตว์พิการกันดีไหม เรายังงัยก็ได้….สาธุ

         กลับถึงบ้านพร้อมสายฝนชุ่มฉ่ำใจเกือบหกโมงเย็น อากาศดีนั่งหาวง่วงมาตลอดทาง เข้าบ้าน รีบอาบน้ำปิดห้องนอนพักผ่อนเอาแรงหน่อย….

      สองทุ่ม ลงมาหาน้ำเย็นๆกิน ตู้เย็นใหม่ยังไม่มาส่งอีกเหรอเนี่ย…พ่อเริ่มเซ็ง เรารีบดูดน้ำในกระติกแล้ววิ่งขึ้นห้องนอน ดูทีวีเงียบๆดีกว่า

Advertisements