เมื่อวานอยู่ที่ Esplanad โยนโบว์ลิ่งท่ามกลางแสงสีเสียงกระหึ่มกันจนข้ามวันข้ามคืน ก่อนที่ชายหนุ่มผู้เงียบครึมและมีวิชาโยนโบล์เก่งกล้าทำสถิติได้แต่ strike หรือ Spare เป็นส่วนใหญ่จะรับอาสาพาสองสาวกลับบ้าน ชายหนุ่มผู้ใจดีอาสาขับรถออ้มโลกแวะไปส่งพี่แจงถึงดอนเมือง แล้วค่อยขับรถฝ่าสายฝนพรำๆ นั่งในรถอย่างเงียบๆ ต่างคนต่างหายใจ มาถึงบ้านเราก็ล่วงเลยตีหนึ่งครึ่งไปแล้ว

แต่เมื่อคืนวานเราก็ทำสกอร์ได้ไม่เลวได้ร้อยแต้มขึ้นตั้งสองเกมส์…อาจจะอนุโลมได้ว่าสถานที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการโยนได้พอสมควรเหมือนกัน แต่การที่เลนส์ข้างๆเป็นชายหนุ่มหน้ามนทำผมเวอร์ชั่นชี้ตั้งทั่วทิศทางเทรนด์เกาหลีสุด ฉีดน้ำหอมเสียกลิ่นโชย ขนาดเค้ามีสาวเซ็กซี่มาโยนด้วยนะนั้น เรายังเสียสมาธิโยนล้างท่อไปบ้างก็มี….เหมือนโดนแกล้งอีก ที่เรากะเค้ามักจะขึ้นโยนพร้อมกัน จนเราต้องรีบฉวยโอกาสขึ้นแท่นขอโยนก่อน เพราะถ้ามัวช้าต้องโยนต่อจากเค้าอาจเผลอสบตาตอนเดินสวนกัน เราก็จะใจไม่อยู่กับเนื้อกลับตัว แถมพาลจะเป็นลมเพราะแพ้กลิ่นน้ำหอมของชายหนุ่ม ที่มันยังฟุ้งกระจายลอยนวลเป็นมลพิษอยู่ตรงนั้นก็เป็นได้…ไม่งั้นก็มีสิทธิ์โดนมือตบจากสาวคนนั้น ข้อหาแอบเหล่หนุ่มน้อยของเค้าโดยไม่ข้ออนุญาต

กลับถึงบ้าน เพลียเล็กน้อยบวกกับรู้สึกเมื่อยแขนซ้ายปะปนกัน แต่ยังไม่รู้สึกง่วง เปิดน้องวันเขียนบันทึกประจำวัน โหลดรูป ใช้ชีวิตผ่าน Wifi ท่องเที่ยวโลกไซเบอร์เป็นกิจวัตรเช่นเคยอีกเป็นชั่วโมง ชีวิตเวลาพระจันทร์ส่องแสงกลางท้องฟ้าเป็นแบบนี้อยู่สม่ำเสมอ…เคยลองคิดว่า ถ้าวันนึง wifi หรือ internet เกิดล่มทั่วโลก หรือน้องวันเข้าศูนย์ซักเดือนนึงเราจะเป็นเยี่ยงไรเนี่ย ชักตายแน่

เมื่อเช้าตื่น 10 โมงนิดหน่อย ได้รับสายตรงรายงานสถานการณ์สดๆจากศูนย์ประชุมสิริกิตต์ พี่กกกับน้องหญิงโดนมัดมือชก รับมอบหมายภาระกิจสำคัญซึ่งต้องใช้ความสามารถและ กลยุทธ์นิดหน่อย ผ่านการประชุมวางแผนเตรียมความพร้อมกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนกันตั้งแต่เมื่อวาน เพราะภาระกิจที่เรายัดเยียดให้พี่กกทำนั้นมันต้องใช้ความเร็วและแข่งขัน(แย่งชิง)กับคู่ต่อสู้พอสมควร ในทำนองว่า…‘ใครเร็วใครได้…มาก่อนได้ก่อน ของดีมีจำกัด’ หากทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ของดีอาจหลุดมือไปได้….Mission Done พี่กกและน้องหญิงทำงานเป็นทีม ทำสำเร็จตามแผนที่คิดไว้ เราและพี่แจงปลาบปลื้มใจในความเสียสละและน้ำใจของคู่รักนี้เป็นอย่างมาก…สุโค้ยมั่กๆทั้งสองคน

ใกล้ๆเที่ยง แต่งตัว มุ่งหน้าไปสถานีรถไฟฟ้า MRT ลาดพร้าว…แต่ต้องเจอเรื่องหงุดหงิด นี่วันเสาร์แต่ถนนลาดพร้าวรถติดอะไรหยั่งงี้เนี่ย กว่าจะไปถึงจามจุรีสแควร์เกือบบ่ายโมงครึ่ง หิวพอดีรีบตรงดิ่งไปตามนัด เพื่อนบอกว่า รออยู่หน้าหม้อแล้ว

Login MSN เจอ Elle online อยู่พอดีเลยส่งวิงค์วิงค์…คุยไปคุยมา ใจตรงกันอยากกิน MK เป็นเอกฉันท์ คนหนึ่งจะไปสาทร คนหนึ่งจะไปสภากาชาด เลยพบกันครึ่งทางที่จามจุรีสแควร์ เกิดกิเลสอยากกินเหมือนกันเลยร่วมสนองความอยากกันอย่างว่าง่าย… จริงๆเรานัดกันเพื่อส่งของและจ่ายตังค์กันด้วยนะ 

อยากมานาน…เห็นโฆษณาตัวใหม่ของ MK แล้วน้ำลายไหล โดนมากๆทั้งทะลและสุกี้กลมกลืนอยู่ในหม้อเดียวกันได้สะดุดตา
เห็นโฆษณานี้ทีไร น้ำลายมีอันไหลมากองอยู่มุมปาก ทั้งอยากกินและอยากเที่ยวทะเลไปพร้อมๆกัน

  

 
เกลี้ยงเหลือแต่น้ำซุปจานว่างเปล่าในพริบตา ตอนสั่งทั้งหิวหนักหนาและทั้งอยากจนเปรี้ยวปาก สั่งมากินจนเต็มโต๊ะ 

นอนหลับมากกว่า 8 ชั่วโมง ไม่มีประจำเดือน ไม่ได้กินยาอะไรทั้งนั้น กินข้าวกลางวันแล้ว ทานน้ำเยอะมาก วันนี้คิดว่าร่างกายพร้อม ขอไปบริจาคเลือดที

Elle ให้ความร่วมมือไปส่งถึงหน้าตึกฯ สภากาชาด เพื่อนสาวคล้อยตามเห็นดีเห็นงามไปกับการบริจาคเลือด แต่ยังอิดๆออดๆอยากบริจาคเลือดด้วยเหมือนกันแต่ยังสองจิตสองใจกลัวๆกล้าๆ แต่ด้วยความที่มีงานด่วนรออยู่ที่เมืองทอง การบริจาคเลือดน่าจะใช้เวลาซัก 1 ชั่วโมง…มันเลยใช้เป็นข้ออ้าง ข้อผลัดไปครั้งหน้าแล้วกัน!! โด่…ไม่แน่จริงวะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

มาถึงเกือบบ่ายสามใกล้ถึงเวลาปิดให้บริการแล้ว เลยต้องรีบๆหน่อย วิ่งหน้าตั้งเข้าไปในตึก…แต่ยังเห็นคนหนาแน่น คึกคักมาก …ภาพคนมากมายมาให้บริจาคเลือดทำให้เราประทับใจไม่น้อย มีคนตั้งใจมาทำความดีเพื่อคนอื่นตั้งมากมายเหมือนกัน แม้จะเห็นผู้คนมากมายขนาดนี้มารอบริจาคเลือด รถรับบริจาคเลือดเคลื่อนที่ไปตามสถานที่ต่างๆหลายๆจุด แต่ปริมาณเลือดที่ได้รับก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่ดี…

เราคิดว่า การที่เราไปบริจาคเลือดแค่เพียงปีละ 4 ครั้งๆละ 450 cc นั้น.. หวังให้เลือดของเราสามารถช่วยชีวิตใครก็ได้ในประเทศนี้ เลือดหนึ่งถุงอาจทำให้ใครซักคนปลอดภัย สุขภาพแข็งแรงลุกขึ้นมาทำความดีได้ต่อไปเป็นลูกโซ่ๆก็ดีนะ ‘การบริจาคเลือด ไม่ได้น่ากลัว ไม่ได้เจ็บตัว ไม่ได้ยากลำบากอะอย่างที่คิด’ โดยเฉพาะการมาบริจาคเลือดถึงสภากาชาดไทยที่มีการให้บริการเป็นอย่างดี สถานที่ก็สะอาดกว้างขวาง มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆครบครัน มีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและให้คำแนะนำเราเสมือนบุคคลสำคัญของประเทศประมาณนั้นเชียว

พอมาถึง….ก็ปฏิบัติตามขั้นตอน มีป้ายบอกรายละเอียดไว้เห็นได้ชัดเจน ไม่ต้องกลัวหลง ปล่อยไก่ หรือทำเฟอะฟะ เดินยืดอกอย่างมั่นใจเข้าไปเลย เดี๋ยวก็จะมีน้องๆนักเรียน/นักศึกษามาให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำด้วยความเต็มใจ

ขั้นตอนที่ 1  กรอกแบบฟอร์มบริจาคโลหิต

  

มาถึงเกือบบ่ายสามโมงคนยังล้อมวงกรอกแบบบฟอร์มกันแน่นเอียด คราวหน้าถ้ามีโอกาสได้มาบริจาคที่สภากาชาดอีกครั้ง จะรีบมาให้เร็วนี้ อยากลองบริจาค Stem Cell ดูบ้างเหมือนกัน

 ขั้นตอนที่ 2  คัดกรองผู้บริจาคโลหิต

 

พอกรอกแบบฟอร์มเสร็จ เดินมากดบัตรคิวแล้วนั่งรอเรียกหน้าห้องตรวจ ที่นี่จะมีหมอตรวจสุขภาพเบื้องต้น วัดความดันโลหิต และวัดความเข้มข้นของเลือด ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานนิดนึง ได้พูดคุยกับหมอได้เป็นครั้งคราว ซึ่งจุดนี้อยากจะเรียกว่าเป็น ‘ด่านอรหันต์’ เราและคนส่วนใหญ่มักจะไม่ผ่านด่านนี้ คือ นอนน้อยเลือดก็จะลอย หรือความดันต่ำเกินไปก็จะอดบริจาค โดนหมอสั่งสอน อบรมด้วยความหวังดีนิดหน่อย แล้วปล่อยเราเดินคอตกกลับบ้านไป…แต่ถ้ารอดด่านนี้ไปได้  ที่เหลือก็ฉลุยไม่ต้มีอะไรต้องคอยลุ้นกันอีกแล้ว… แต่จุดนี้เป็นจุดที่เราลุ้นระทึกที่สุดเสียทุกทีซิ…

 การตรวจวัดความเข้มข้นของเลือดทำได้ 2 วิธี

(1) หยดเลือด 1-2 หยดลงไปในน้ำยา ถ้าเลือดลอยแสดงความอด เลือดดีต้องจมดิ่งลงก้นขวดในทันที
(2) ใช้เครื่องตรวจ จะเอาแท่งแก้วใสๆดูดเลือดไปนิดหน่อยแล้วเสียบไปในเครื่อง วิธีนี้จะได้ตัวเลขออกมาชัดเจน สำหรับผู้หญิงต้องมากกว่า 12 ขึ้นไป

เมื่อวันพุธมีรถรับบริจาคเคลื่อนที่ไปจอดที่ข้างตึก เราก็ไม่ผ่านด่านอรหันต์นี้อีกครั้ง ความเข้มข้นของเลือดต่ำเกินไป ถ้าเอาเลือดหลดลงไปในน้ำยาตรวจ เลือดเราก็คงลอยเท่งเต้งอยู่ผิวน้ำ เมื่อวันพุธวัดความเข้มข้นได้ 11.8 วันนี้ตอนโดนเจาะปลายนิ้วก็ลุ้นๆๆๆๆๆ ใจเต้นตึกตักๆ คอยผลตรวจแบบระทึกๆ โชคดีเครื่องวัดโชว์ตัวเลข 12.4 ผ่านเกณฑ์ไปอย่างเฉี่ยวฉิว ลุ้นหยั่งกับจับใบดำใบแดงเลยมั๊งเนี่ย…ดีใจจังวุ๊ย ด่านนี้ทำให้เราเครียดทุกที เคยผิดหวังมา 2-3 ครั้ง ทั้งๆที่ก่อนจะมาบริจาคก็พยายามเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว บางทีมาถึงสภากาชาดทั้งๆคิดว่าพร้อมมากๆกับไม่ผ่านซะงั้น แต่บางทีมาแบบลุ้นๆดันผ่านสบายๆๆ คุณหมอมักให้คำแนะนำว่าถ้าร่างกายยังไม่พร้อมก็ไม่ควรบริจาค เพราะคุณภาพของเลือดที่ได้มาอาจไม่ดีพอ การตรวจสอบ ณ จุดนี้เป็นเพียงการคัดกรองเบื้อต้น เมื่อเราบริจาคเลือดเรียบร้อยแล้ว ทางสภากาชาดจะต้องนำถุงเลือดไปผ่านการตรวจแบบละเอียดในห้องแลปก่อนนำไปใช้จริงอีกครั้ง ด้วยการตรวจแบบละเอียดนี้ จะตรวจวัดถึงปริมาณฮีโมโกบิล เม็ดเลือดแดง ไวรัสตับอักเสบ ตรวจ HIV ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆมากมาย ถ้าเราร่างกายไม่พร้อมสำหรับการบริจาค เลือดของเราอาจจะมีคุณภาพต่ำเกิน นำไปใช้ไม่ได้ เราเจ็บตัวฟรีแบบไร้ประโยขน์… หมอแนะนำว่า ถ้าไม่พร้อมสุดขีด ก็อย่าฝืนดีกว่า!!

  ขั้นตอนที่ 3 ลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิต

จุดนี้จะเป็นที่สามารถอัพเดทที่อยู่ปัจจุบันและเก็บประวัติการให้บริจาคที่ผ่านมา และถ้าจำนวนการบริจาคเลือดของเราครบกำหนดที่จะได้รับเหรียญ,เข็มกลัด,ประกาศนียบัตร หรือของที่ระลึกต่างๆก็จะมาลงชื่อรับได้ที่นี่ สำหรับการบริจาคทุกๆครั้งจะต้องมายื่นบัตรประจำตัวผู้บริจาค เพื่อรับบาร์โค๊ดหลายอันเชียว เอาไปให้เจ้าหน้าที่ในห้องรับบริจาคแปะไว้ที่ถุงเลือด หลอดตรวจเลือดและใบกรอกประวัติของเรา

การมาบริจาคที่สภากาชาด…เราจะได้บัตรประจำตัวผู้บริจาคเป็นบัตรแข็ง คล้ายๆ smart card ซึ่งมักจะเป็นบัตรที่ออกให้เนื่องในวโรกาศสำคัญต่างๆไม่เป็นสมุดพับเล็กๆที่จะได้รับเมื่อบริจาคกับรถให้บริการเคลื่อนที่ วันนี้เราเลยถือโอกาสขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวใบใหม่ด้วยเลย

 บัตรประจำตัวผู้บริจาคโลหิตใบล่าสุด

บัตรนี้ จัดทำเนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมพรรษา 80 พรรษา…น่าภูมิใจไหมหละ

 ขั้นตอนที่ 4  บริจาคโลหิต

 

ขึ้นไปบริจาคเลือดที่ชั้น 2….ไปเร๊ว ตื่นเต้นจัง

  

 เจาะข้างขวาราบรื่นดี เลือดพุ่งจู๊ดๆ พยาบาลเลยปลอบใจถ่ายรูปให้ เห็นเราใกล้จะร้องไห้ด้วยมั๊ง

 ต้องรออีกเกือบ 30 คิวเชียวนะ แต่รอจริงๆไม่ถึง 10 นาที เพราะในห้องรับบริจาคมีเตียงและเจ้าหน้าที่คอยให้บริการมากมาย เก้าอี้ก็นุ่มน่านอน สามารถแอบงีบซัก 10 นาทีได้อย่างสบาย

ทุกๆครั้งเราจะให้หมอเจาะแขนซ้าย ครั้งนี้ก็เช่นเดิม แต่ไม่รู้ผิดพลาดทางกายภาพ ทางชีวภาพ ทางเคมี ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือด้วยเหตุสุดวิสัยก็ไม่แน่ใจ หรือจะเรียกว่าซวยดีเนี่ย ตอนที่หมอเจาะแรกๆเลือดก็ไหลแรงตรงดิ่งลงถุงตามปกติ เพียงแค่แป็ปเดียวหมอมาจับที่ปลายเข็ม ตรวจดูอะไรไม่รู้ เลือดมันก็หยุดไหลไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หมอก็พยายามดึงเข็มออกมานิดนึง แล้วกดปลายเข็มเข้าไปที่รอยเดิมใหม่ บางทีก็กดเนื้อแล้วคึงๆปลายเข็มเรื่อยๆเลือดก็ยังไม่ไหล ทำแบบนี้สลับกันไป ซักพักเริ่มเรียกพยาบาลอีกหลายคนมาช่วยกัน พยายามกดปลายเข็มหาเส้นเลือดหาลู่ทางเพื่อให้เลือดมันไหลอีกครั้งจนเราเริ่มเจ็บที่แผลบ้างเป็นจังหวะๆ บางทีก็ปวดจนต้องบอกว่า…เจ็บจ้า ช่วงนี้เริ่มเครียด หน้าเริ่มเสีย เป็นกังวลอย่างชัดเจน (แต่ไม่กล้า Arty ) จนพยาบาลเริ่มปลอบใจ เค้าก็คงเครียดและเป็นกังวลไปด้วยเหมือนกันที่ทำให้เลือดหยุดไหลและเราเจ็บมากขึ้น….พยายามกันหลายมือ ทั้งกด ทั้งโยก ขยับปลายเข็มที่ยังคาอยู่ที่แขนจนเนื้อเริ่มแดง เราเริ่มเสียวๆอะไรกันเนี่ย???

หมอและพยาบาลใช้หลายกระบวนท่าจนเริ่มจนปัญญา สุดท้ายจึงแจ้งข้อสรุปว่า เส้นเลือดมันคงค็อตไปแล้ว (คืออะไรวะ เดาเอาว่า ลิ่มเลือดมันคงแข็งตัว แล้วเกาะปิดปลายเข็มจนเลือดไหลผ่านไม่ได้) เราก็ไม่รู้จะทำยังงัย ใช้สติเข้าใจและยอมรับ เราก็ต้องแล้วแต่หมอและพยาบาลนั่น…แล้วหมอก็ยื่นข้อเสนอว่า เปลี่ยนเป็นแขนขวาแล้วกัน ตามนั้น เข็มถูกดึงออกมาในที่สุด ปฏิบัติการให้เลือดครั้งแรกไม่สำเร็จ…ลุกจากเตียง รอเจาะแขนขวาใหม่ พยาบาลต้องวิ่งลงไปขอบาร์โค้ดให้เราใหม่ ระหว่างรอให้เราเดินไปดื่มน้ำซักแก้ว ทำใจให้สบาย แล้วนั่งรอแปปนึงนะคะ….

เฮ้อ! ได้เจาะแถมซะงั้น คุ้มจริง ก็อุตสาห์ตั้งใจทำดีสุดๆเลยได้เจาะมากพิเศษกว่าคนอื่น 5555 

ไม่ได้กลัวเจ็บนะ แต่กลัวจะบริจาคไม่ได้ เพราะเคยมาบริจาคครั้งก่อนๆพยาบาลเคยบอกว่าแขนข้างขวาเส้นเลือดเล็กและอยู่ลึกมากๆ เราแจ้งข้อมูลเรื่องนี้ให้หมอทราบ แต่หมอพยายามสร้างความมั่นใจ ว่าต้องลอง มันอยู่ที่ฝีมือคนเจาะด้วยนะ ยังงัยไว้เจาะอีกทีดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน….

โอ๊ย! นึกว่าผ่านด่านอรหันต์มาแล้วจะไม่ต้องลุ้นอะไรแล้ว วันนี้ได้เจอ case ใหม่….ประทับใจจริงๆ

ขั้นตอนที่ 5 ห้องพักหลังบริจาคโลหิต

  

อยู่ตรงข้ามกับห้องรับบริจาค ที่นี่จะเป็นที่นั่งพัก กินไมโลเย็น มีขนม น้ำผลไม้แจก มาแต่ละทีจะได้ขนมแจกไม่ซ้ำกันเลย จริๆเราน่าจะได้สองชุดนะเนี่ย!!! พออิ่มขนม นั่งพักจนซักครู่ รอดูอาการเผื่อว่าจะหน้ามืดหรือเป็นลมหรือป่าว…ถ้าปกติก็เดินไปรับพลาสเตอร์ยา อีก 1 ชั่วโมงให้เอาผ้าก๊อตออกแล้วแปะพลาสเตอร์แทนนะคะ

  กว่าจะเสร็จตึกปิดซะแล้ว

บริจาคเลือดเสร็จไปเดินงานท่องเที่ยวไทยที่ถวิลหาซักหน่อย ไปเดินเก็บข้อมูล อัพเดทที่เที่ยวหน่อยเดียว แต่คงไม่ซื้ออะไรติดมือมามั๊ง(เตือนตัวเองไว้ก่อน)

แต่พอเดินเข้าไปเจอคนล้านแปด เบียดเสียดกันแทบจะไม่มีทีเดิน อากาศหายใจยังแทบจะไม่เหลือ เราเดินไปได้ไม่ถึง 30 นาที เกรงว่าเพิ่งบริจาคเลือดเสร็จแล้วมาเดินในที่แออัดแบบนี้จะเกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ เลยเดินคุยโทรศัพท์ออกมาหาอากาศถ่ายเทนอกตึกแล้วกลับบ้านดีกว่า…ก่อนร่างกายจะแปรปรวนเสียศูนย์มากกว่านี้

รอดูเทนนิส ชายเดี่ยว US Open 2009 รอบสาม แมตซ์สุดมันส์

Federer VS Hewitt

Advertisements