ตอนเช้า        อยากกินของเปรี้ยว
กลางวัน        เวียนหัว พะอืดพะอม
ตอนเย็น       โหวงๆในสมองตอนล่าง เหมือนหน้าจะมืด
 
อาการเหมือนคนแพ้ท้อง…แต่จริงๆไม่ใช่นะ เป็นความผิดปกติในร่างกายและจิตใจ
 
1 ตอนเช้า
ปากคอขม กลืนน้ำลายยังกล้ำกลืน เลยลงไปสั่งน้ำมะนาว+แอปเปิ้ลปั่น ร้านพี่พรหมมาดูดล้างคอ เจอน้ำผลไม้ปั่นรสเปรี้ยวจี๊ดๆยามเช้า โล่งและคล่องคอสมใจ
 
ยังแสลงและเข็ดกับปัญหาการจราจร ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมช่วงนี้(แม่ง)ติดหนึบอย่างผิดปกติ อยากถึงโต๊ะทำงานก่อนสิบโมงบ้าง จึงเลือกมาทำงานโดยชลมาศอีกเป็นวันที่สอง พกหนังสือหนึ่งเล่มลงไปอ่านในเรือด้วย ได้ที่นั่งถาวร เปิดหนังสืออ่านทีละหน้าแบบไม่สนใจคนข้างเคียง ลมเย็น เรือแล่นฉิว จอดทุกท่าเพื่อรับผู้โดยสาร ไม่มีปัญหาเรื่องเรือติดไม่ขยับ สมาชิกในเรือดูหลวมๆไม่แออัดยัดเหยียดนัก คงเพราะเลยเวลาเร่งด่วนไปพอควร ลมเย็นพัดปัดผมปลิว มีความสุขเรื่อยเปื่อยกับการนั่งเรือเรื่อยๆแม้ว่าจะต้องคอยระวังน้ำเน่าข้างเรือกระเด็นใส่ตัวอยู่บ้าง
 
ถ้าไม่เอาตัวไปใส่ความกังวลเรื่องบรรยากาศอันไม่โสภาของแม่น้ำและลำคลอง สภาพโดยรวมของวิถีชิวิตยามเช้ากับการนั่งเรือไปทำงานก็ไม่ทรมานเท่าใดนักหรอก 
 
เรือแล่นไปเราอ่านหนังสือเพลินไป แค่ 20 นาทีเรือก็เทียบท่าเรือหลังตึกชาญฯ นั่งเรือดีอย่างเสียอย่าง…. ถึงเร็ว แต่อ่านหนังสือได้น้อยหน้า
 
ตอนจะก้าวขึ้นจากเรือเจอกระแสน้ำซึนามิกระชากเรือออกจากโป๊ะในจังหวะที่เรากำลังก้าวขาล่ำๆออกจากเรือพอดี โชคดีที่ยังไม่ได้ปล่อยมือจากเชือกข้างลำเรือเลยยังปักหลักมั่นและมีที่ยึดเหนี่ยวไม่กระเด็นตกลงไปในคลองแสนแสบ เสียวเล็กน้อยพอประมาณ แต่ยังไม่ออกอาการหรือหน้าซีดมากนัก ยังมีสติครบถ้วนเลยค่อยๆประคองชีวิตและพาตัวเองขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย
 
จริงๆเหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติของการจะขึ้นจะลงเรือ เมื่อเช้าเหมือนใจลอยไปนิด ไม่ทันจับจังหวะเรือจอดและคลื่นกระเซ็นจากข้างเรือให้ดีๆ…. ประสบการณ์การใช้บริการเรือสาธารณะมีส่วนให้การระโดดก้าวลงหรือขึ้นเรือได้ราบรื่นด้วยเช่นกัน เราไม่ได้นั่งเรือแบบสม่ำเสมอเลยไม่เจนขอบเรือ เกือบผิดคิวแล้วไหมหละ ต่อไปก่อนขึ้นมายืนบนกาบเรือ ควรรอให้เรือเทียบแน่นิ่งอย่างมั่นใจ อย่าทำซ่าส์ ทำเป็นเก่งชำนาญการนั่งเรือโดยการออกไปยืนที่กาบเรือล่วงหน้าก่อนเรือเทียบ แล้วโชว์ออฟกระโดดฉิวๆขึ้นท่าเหมือนชาวบ้านผู้อื่นที่ชำนาญกว่า มัวอยากสร้างภาพให้คนในเรือปรบมือในใจว่าเรา(แม่ง)เจ๋งวะ!!!… ตกน้ำไปหละ เดาไม่ถูกเลยว่าจะจมหรือจะลอยก่อนดี
 
อาการอยากกินของเปรี้ยวดับคอขม คงไม่ได้มีผลข้างเคียงจากการนั่งอ่านหนังสือในเรือที่แล่นโครงเครงมาตามกระแสน้ำหรือมาจากการช็อคกระทันหันที่เกือบก้าวไม่ถึงฝั่งแต่อย่างใด หากน่าเพราะร่างกายจวนเจียนจะป่วยเนื่องจากโดนละอองฝนสะสมมาหลายครั้งหลายครา แต่จิตใจยังแข็งแรงมันเลยเกิดอาการแปรปรวนต่อต้านกันเอง เข้าข้างตัวเองอีกว่า…การออกกำลังสม่ำเสมอช่วยประคองไม่ให้ล้มหมอนนอนเสื่อไว้ได้
 
การที่ร่างกายอยู่กึ่งๆระหว่างจะป่วยก็ไม่ใช่จะแข็งแรงปกติดีก็ไม่เชิงนี่ไม่ดีเอาเสียเลย มันเหมือนทำตัวลำบาก จะปล่อยตัวตามสบายเยอะไปก็ไม่ได้ จะนอนซมรักษาตัวเป็นคนป่วยก็ไม่ถึงขั้นนั้นอีก ใช้ชีวิตอยู่กลางๆระหว่างป่วยกับสบายดีมาเป็นอาทิตย์ๆแล้ว เดี๋ยวเจ็บคอ ขมคอ หนาวสั่น หัวหนัก อยากนอน ครั่นเนื้อตัวแต่ยังกระฉับกระเฉง กระโดดโลดเต้นทำตัวลอยนวลได้อยู่ ออกอาการสลับกันไปมาไม่มีอันไหนมากไปกว่ากัน
 
หรือใกล้จะถีงวันน๊านของเดือน??? เกิดการแปรปรวนในจิตและร่างกาย
 
2 กลางวัน
สมาชิกหลายคนติดประชุมถึงบ่ายครึ่ง ระหว่างรอเพื่อนเสร็จภาระกิจ เรากะแจงลงไปเดินโฉบดูร้านค้าขนาดย่อมที่ชั้น 1 แหล่งช็อบหลังอาหารของสาวๆในตึกนี้จนทั่วแทบทุกตารางนิ้วก็ยังไม่พร้อมกินข้าว เลยเดินขึ้นชั้น 2 ไปร้านพี่โก้ดูรองเท้าผ้าใบจ๊าบๆซักคู่ แต่ดันเจอพ่อค้าสูบบุหรี่ในร้านเหม็นกระหึ่มอีกเช่นเคย เหม็นกระจายลอยฟุ้งออกมานอกร้าน เดินเข้าไปหยิบรองเท้านิดเดียวเริ่มเวียนเฮด จนต้องล่าถอยทันใด ลงมานั่งพับพาบเกือบหมดสภาพ
 
เราก็เคยเป็นเด็กเที่ยวตามผับ บาร์แสงสี เคยร่วมก๊วน คลุกคลีเพื่อนๆที่มันคีบบุหรี่เที่ยวด้วยกันก็ไม่เคยออกอาการเวียนสมองจนเสียสติ เหมือนกลิ่นบุหรี่จากร้านพี่โก้จะรุนแรงกว่าบุหรี่ทั่วไป กลิ่นควันบุหรี่ไล่ลูกค้ากระจายทุกที เราเข้าร้านซักพักมักเสียสมดุล หมดความอดทนต่อกลิ่นอันทำร้ายสุขภาพตัวเอง จนต้องกระเจิงออกจากร้านไป…
 
ร้านพี่โก้ก็ยังคงเอกลักษณ์เช่นนี้ คือ สูบบุหรี่แบบไม่ง้อลูกค้าต่อไป
 
เกิดอาการแสบท้องเหมือนโรคกระเพาะจะกำเริบซ้ำเติมอีก เนื่องจากมีสายรายงานว่า ร้านขายข้าวชั้นใต้ดินที่พวกเราผูกปิ่นโตกินกันทุกกลางวันแทบไม่มีอาหารให้บริโภคแล้ว ระหว่างรอเพื่อนๆลงมาสมทบเรากับแจงเลยแว็บลงไปเซอร์เวย์ว่ายังพอมีอะไรใส่ปากได้หรือหมดเกลี้ยงจริงดังที่มี่คนกระซิบมา เมื่อลงไปชะโงกหน้าตามถาด หม้อ ต่างๆยังพอมีก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกงหลายถาดให้เลือก ปริมาณและชนิดก็ไม่ได้น้อยลงกว่าปกติซักเท่าไหร่นี่ ความกังวลว่าจะไม่มีอะไรกินหมดไป ตอนนั้นเกือบบ่ายสองแล้ว ก่อนจะลงไปสำรวจอาหารยังไม่ค่อยหิวจริง ๆแทบไม่อยากกินเลยด้วยซ้ำเพราะยังมีอาการมึนหัวจากควันบุหรี่ตกค้างอยู่ แต่พอไปเห็นเมนูข้าวราดแกง น้ำย่อยมื้อเที่ยงทำงาน หลั่งจู๊ดๆออกมาก่อนเวลาอันควร รู้สึกหิวกระทันหัน อยากรอเพื่อนๆพร้อมหน้าเลยต้องบริโภคอาหารด้วยสายตายังไม่มีข้าวจริงๆตกลงท้อง น้ำย่อยเลยกัดกระเพาะแทนไปก่อน แสบท้องเบาๆเหมือนโดนคนสะกิดๆ ดีที่มัวแต่คุยเมื่อเพื่อนครบวงเลยลืมเรื่องท้องไส้ตัวเองไปได้
 
3 ตอนเย็น
สมองตอนล่างเจ็บจี๊ดๆ เหมือนจะหน้ามืด…. เพราะเรื่องเดิมยังงัยไม่จบ บอกแล้วงัย ว่า ‘ขอโทษ’ จะให้พูดกี่ครั้งถึงเข้าใจนะ
งานยังเกาะต่อเนื่อง อยากจะปล่อยวางโยนทิ้งไปบ้าง แต่ก็กลัวโดนหน่วยสืบราชการลับจัดการ เลยต้องรีบปั่นให้จบๆ
 
หัวค่ำสั่งข้าวกล่องล้อมวงกินก่อนกลับบ้าน พร้อมถกเรื่องวัน เวลา สำหรับ Trip ประจำปีประจำกลุ่ม… ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัวและชัดเจน
สงสัยน่าน(อาจ)ไม่แน่เสียแล้ว
 
ดึกพอควร…จึงแยกย้ายทางใครทางมัน เราลงปั๊มน้ำมันที่เดิม โบก taxi กับบ้าน…
 
ก่อนนอนเปิดหนังสือ…มีข้อความช่วงหนึ่งที่โดนใจมากตั้งแต่อ่านในเรือลำน้อย เรื่องสั้นตอน ‘ณ โรงพยาบาล แผนกระดูก’ เล่าถึงคนไม่มีเฝือกเคียงข้างคนใส่เฝือก
ประโยคในช่วงท้ายๆเรื่องนี้… จิกใจมาก

“คนเราจะห่วงใยกันมากขึ้น เมื่ออีกคนหนึ่งอ่อนแอ
ขณะที่คนหนึ่งอ่อนแอ อีกคนหนึ่งจะเข้มแข็งขึ้น
ขณะที่อวัยวะของใครคนใดคนหนึ่ง ‘หัก’ ไป แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนกลับได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
ห้วงเวลาที่เราอ่อนแอ เป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ใครอีกคนเข้ามาดูแลใส่ใจ
แต่ก็นั่นแหละ หากไม่ถึงกับอวัยวะหักจนต้องดาม
คนเรามักแสดงความเข้มแข็งเอาไว้เป็นเกราะกำบังเสมอ
กลัวถูกตราหน้าว่าเป็นคนอ่อนแอ เป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นเด็กขี้แย เป็นลูกแหง่ดูแลตัวเองไม่เป็น
มิใช่หรือว่าเกราะกำบังนั้นเองที่เป็นกำแพงกำบังกั้นขวางตัวเองออกจากคนที่พร้อมจะดูแลประคบประหงม
ทั้งที่จริงๆแล้ว ในบางเวลาเราน่าแสดงความอ่อนแอออกมาให้คนข้างๆเห็นบ้างก็ได้
ใครจะไปรู้
คนอ่อนแอบางคนอาจเป็นคนที่อิจฉาที่สุดในโลก ( หนังสือชื่อ ณ เขียนโดยนิ้วกลม หน้า 40 ย่อหน้าที่ 8)

อ่านจบรอบแรกนั่งยิ้มแก้มกระตุกในลำเรือ อ่านจบรอบสองนอนยิ้มค้างกลางที่นอน
อาการ 3 อย่างที่รุมเร้าทั้งวัน…คงเพราะเรากำลังอ่อนแอกระมัง!!
Advertisements