มาหาหมอตั้งแต่เช้า.. ยังคงเจ็บคอมากและไอไม่หยุดตั้งแต่เมื่อวาน
วิเคราะห์อาการมาเองว่าคงเป็นคออักเสบหรือไม่ก็หวัดลงคอ
โรคเดิมๆ… เป็นกันมาจนชาชิน
รีบมาหาหมอ…เพราะใกล้จะถึงคิวหยุดเที่ยวยาว กลัวจะไม่หายหรือเป็นหนักจนบินไม่ได้
มีไข้เล็กๆ ปวดเมื่อยตามตัวบ้าง แต่ที่อาการหนักคือไอ และเจ็บคออย่างมากมาย
แล้วคงได้รับยา 2-3 อย่างพวกยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อตามปกติ

ตรวจอาการแรกๆหมอก็วินิฉัยว่า…เป็นทอมซิลอักเสบแต่ยังไม่รุนแรงนัก

เนื่องจากคอแดงและมีอาการโพรงจมุกแดง…. เรามีไข้และมึนๆหัวร่วมด้วย
หมอเลยจับฟังเสียงปอดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แหกปากสอดไม้ไปดูในลำคอ ส่องตรวจในรูจมูกอย่างละเอียด…

ขอให้ Admin เพื่อให้น้ำเกลือซัก 6 ชั่วโมง ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น เฝ้าดูอาการและตรวจไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัด 2009 ไปพร้อมๆกัน ตรวจเช็คและป้องกันไว้ก่อนให้ครบถ้วน เพราะทอมซิลที่อักเสบอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้

หมอสั่งตรวจหลายกระบวนท่า…ทำเอาแอบบวิตกอาการตัวเองเล็กน้อย เริ่มเสียวซีดอยู่คนเดียว ทั้งๆที่ตอนแรกหมอบอกว่า….จะให้น้ำเกลือแล้วรอดูอาการซักวันหนึง แต่ทำไมตรวจหลายอย่างจนเราเริ่มตกใจ

เริ่มต้นจาก Xray ตั้งแต่ปอด โพรงจมูก ช่องปากและคอ
ปาดในจมุกตรวจไข้หวัดใหญ่เบื้องต้น
เจาะเลือด
ให้น้ำเกลือ ให้ยาฆาเชื้อทางสายน้ำเกลือ

เราใช้สิทธิ์ตามประกันสุขภาพที่เบิกได้.. นอนเซ็งๆอยู่ห้อง no. 720 ก็ยังรู้สึกว่าตัวรุมๆ มึนหัวๆ แต่พยายามจะนอนหลับพักผ่อนก็ปิดตาไม่ลง  พลิกตัวไปมาก็แล้ว ดูทีวีร้อยช่องก็แล้ว จนเพลียเหมือนจะง่วงๆแต่ก็ไม่หลับไม่นอนอยู่ดี นอนหยอดน้ำเกลือทีละหยดๆจนสามทุ่ม ซึ่งนึกว่าพยาบาลจะมาถอดสายน้ำเกลือออกที่ไหนได้หมอสั่งเพิ่มอีก 1 ขวด….. เฮ้อ!!! น่ารำคาญจุดนี้ที่สุดเพราะจะเดินไปไหนๆจะไปห้องน้ำก็ต้องลากกันไปทั้งสายทั้งเครื่อง…..

คงเพราะไม่ชินกับสถานที่และบรรยากาศในโรงพยาบาล…รวมทั้งความเงียบเหงา ตลอดจนอาการไม่คาดคิด ว่าตัวเองเดินมาหาหมอเฉยๆ คิดว่าไม่ได้เป้นอะไรมาก ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจใดๆไว้ว่าจะมีอาการถึงกับต้องนอนโรงพยาบาลกัน

จนบ่ายสามคุณหมอแวะมาเยี่ยมและแจ้งผลการตรวจต่างๆ สรุปว่า ไม่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่ ไม่เป็นไซนัส ไม่พบเชื้ออะไรรุนแรง … ให้นำเกลือ ยาฆ่าเชื้อให้ครบแล้วหมอจะมาดูอาการอีกครั้งว่าทุเลาหรือบรรเทาไปแค่ไหน

จริงๆอาการโดยรวมก็ไม่ได้หนักจนน่าเป็นห่วง นอกจากหมออยากให้นอนเพื่อตรวจไข้หวัดใหญ่เป็นหลักแล้วก็อยากจะให้เราได้พักผ่อนได้เต็มที่ด้วย

ด้วยความห่วงใยจากเพื่อนๆที่คอยสอบถามอาการมาตลอด พอสองทุ่มกว่าๆ นำทัพโดยพี่กก น้องหญิง พี่เค้ก พี่ณา แจงและนัท แวะมาเยี่ยม มาดูอาการว่าเราสำออยขนาดไหน ถือโอกาสมาเที่ยวที่โรงพยาบาลกันเล่นๆ ซื้อข้าวเย็นมากินเเป็นเพื่อนเราเพียบเลยทั้ง กระเพาะปลา สุกี้ ข้าวผัดปู จากร้านเอี๊ยมแดง…. ส่วนพี่ณาและพี่แจงไปเหมาของกินอร่อยๆจากหน้าปากซอยและตลาดนัดแถวบ้านเรา พี่แจงชำนาญสถานที่ไม่ต่างกับเรานัก เพราะเราพาไปชี้จุดแนะนำร้านอรอ่ยๆไว้หลายเจ้า หิ้วกันมาทั้งหอยทอด ลูกชิ้นปิ้ง หมูปิ้ง น้ำเต้าหู้ …. นัทมาปิดท้ายแบบเงียบๆพร้อมขนมครก จากซอยนวลจันทร์แสนอร่อย

เมื่อเพื่อนมาเยี่มครบพร้อมหน้าพร้อตา จัดสถานที่อันกว้างใหญ่ล้อมวงกินกันอย่างสนุกสนาน เหมือนไม่ได้อยู่ในบรรยากาศโรงพยาบาลซักที คนป่วยเลยครื้นเครงพลอยลืมอาการไข้ไปโดยปริยาย เมื่อมีเพื่อนมาคุย มาขำๆ มาดูทีวี มาชวนคุยอยู่รอบข้างเลยลืมเบื่อชีวิตริมเตียงผู้ป่วยไปได้บ้าง

แค่กินข้าวของโรงพยาบาลแค่ 2 มื้อ แม้ไม่โดนต้องควบคุมอาหารและสามารถเลือกสั่งจากแคนทีนของรพ.ได้เองตามใจชอบ เราเริ่มจะเหม็นเบื่ออาหารแล้ว รสชาตและคุณภาพพอกินได้ หากคงเพราะบรรยากาศและความเหงาเลยลดถอยความอยากกินไปพอสมควร พอได้ยินเสียงตามสายแจ้งว่า….จะแห่กันมาเยี่ยมพร้อมซื้ออาหารการกินต่างๆมากินข้าวเย็นร่วมกัน เราเริ่มเก็บอาการไม่อยู่ กระดี้กระด้ารอกินข้าวที่เพื่อนจะซื้อมาฝาก

นอนโรงพยาบาลมันเซ็งๆเหมือนกันนะ… นี่ขนาดยังไม่ผ่านคืนแรก ขืนให้นอนกันเป็นอาทิตย์คงบร้าไปเลย 555

แต่ละคนก็เยอะๆกันทุกๆด้าน คราวนี้เลยเสียงดังกันลั่นแบบไม่เกรงใจหมอและพยาบาลกันทีเดียว หมอมาตรวจยังรีบๆๆตรวจๆรีบๆจากไปหยั่งกะเป็นหมอสินมั่นคง มาเร็วตรวจเร็วจริงๆ หมอเข้ามาตรวจรอบค่ำนึกว่าคนไข้จะนอนซมแต่คนป่วยห้องนี้ยังร่าเริง ล้อมวงกินหม่ำกับเพื่อนไม่ยอมหลับนอน หมอเข้ามาในห้องเจอพวกเรากลุ่มใหญ่ ซักอาการแบบเขิลๆ แล้วรีบจากไปแบบรู้ตัวว่ามาผิดเวลา 555…

พยาบาลมาวัดไข้ วัดความดัน เปลี่ยนขวดน้ำเกลือกันในวงกินข้าวกันนั่นแหละ…..เพราะเราลากเครื่องเจาะน้ำเกลือลงไปนั่งยองๆกินข้าวอยู่ข้างๆเพื่อน พยาบาลคงไม่ถือสาเพราะวันนี้ทั้งวันเราก็นอนเงียบอยู่บนตียงตลอด จะลงมาเฮฮากับเพื่อนแก้เบื่อโรงพยาบาลบ้างคงไม่เป็นอะไร

คนไข้อาการดีขึ้นเมื่อได้กำลังใจจากคนมาเยี่ยม หรือแค่เห็นหน้าเพื่อนก็สบายใจขึ้นจนแทบจะหายป่วยได้เอง

เพื่อนๆที่ต่างทยอยกันมาเยี่ยมต้องตกใจกันถ้วนหน้า… เมื่อมาถึงด้านหน้าชั้น 7  เพราะโซนนี้เป็นแผนกแม่มาคลอดลูก 555 ออกจากลิฟต์ก็จะเจอห้องกระจกบรรจุเด็กแรกเกิดโชว์หลาเต็มไปหมด ตอนเราขึ้นมาห้องครั้งแรกยังตกกะใจและแอบเดาได้ว่า…ถ้าพวกพี่ๆหรือพวกมันมาเยี่ยมก็ต้องประหลาดใจเช่นกัน…ว่าทำไมเรามานอนอยู่วอดนี้ ไม่งั้นก็ต้องคิดเลยเถิดไปกระทั่งเรามาแอบคลอดน้องแน่ๆ???  พี่เค้กชอบมากกว่าใคร ไปเกาะกระจกดูทารกน้อยตั้งหลายรอบ เพราะดูอาการเราแล้วไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงซักเท่าไหร่

สามทุ่มกว่าเพื่อนๆถึงเวลาต้องกลับบ้านใครบ้านมัน เราพยายามชวนแจงพร้อมยกเตียงนุ่มๆให้แจงไว้นอนคุยกันต่อที่นี่ แต่แจงก็ไม่รับไว้พิจารณาแถมมันยังแหย่เรื่องนั้นที่กลัวอยู่นั่นแหละ…. พอเพื่อนจะหันหลังกลับ บรรยากาศเริ่มใกล้เหมือนเมื่อกลางวันที่นอนอยู่คนเดียวแบบเดียวดาย เตรียมตัวกลับสู่สิ่งเดิมๆอีกครั้ง เริ่มจะใจแป้ว ตาปรอยมองตามเพื่อนๆ

เราเริ่มหงอย เพราะนี่เป็นการนอนโรงพยาบาลครั้งแรกของเรา เริ่มสียวๆกับบรรยากาศรอบๆห้องพยาบาลรอบดึก… พยายามไม่คิดกลัวหรือวาดระแวงเรื่องนั้นๆ ต้องนอนโรงพยาบาลคนเดียวเหรอเนี่ยคิดแล้วก็กลัวๆแต่ก็ยังเป็นห่วงอาการตัวเอง

ตอนแรกก็คิดอยู่เกือบสามตลบว่าจะแค่นอนให้น้ำเกลือแล้วตกเย็นๆก็ขอหมอกลับบ้านดีกว่า แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้ก็ต้องทำใจดีสู้เสือหรืออะไรๆก็ตามแต่ เปิดไฟนอนให้หลับๆไปก่อนที่จะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปเองมากกว่านี้

แม้ห้องนอนในโรงพยาบาลจะระดับ VIP ที่แสนจะสบายกว้างขวางใหญ่ แอร์เย็นชุ่มฉ่ำ มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่คอยดูแลเรียกใช้ได้ตลอดเวลา แถมไม่ต้องไปทำงานนอนดูทีวีสุขีสุโขหัวใจ จริงอยู่ที่มันสบายกายแต่คงไม่มีใครอยากป่วยเพื่อจะได้มานอนในโรงพยาบาลอย่างนี้เท่าใดหรอก… ขอสุขภาพแข็งแรงนอนเล่นกระดิกขาอยู่บนเตียงแข็งๆ ห้องรกๆ ที่บ้านเราเองดีกว่าเป็นไหนๆ ยอมทำงานหลังขดหลังแข็ง ประชุมเหนื่อยดีกว่านอนป่วยคาเตียง

เราชอบแกว่งปากแซวคนเจ็บก้นกบ หมอนรองกระดูเคลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่า… ครั้งนี้เลยกรรมสนองทันตาเห็นโดนเจาะน้ำเกลือสายระโยงระยางบ้าง 555

Advertisements