หมอปล่อยตัวให้กลับบ้านได้เพราะดูอาการแล้วหมดห่วง
ไปนอนพักต่อที่บ้านกินยาตามคำสั่ง รักษาตัวเองต่อตามอัธยาศัย

1 วันกะ 1 คืนที่ผ่านมา…
ปล่อยให้นอนเล่นอยู่ที่โรงพยาบาลก็เฮฮา ร่าเริงดีเวลาเพื่อนมาเยี่ยม
พออยู่คนเดียวก็นอนนิ่งสงบเงียบดี……
กินได้ ขับถ่ายคล่อง ไม่มีไข้ ความดันปกติ ไม่คอ่ยไอ คออักเสบน้อยลง น้ำมูกเกือบแห้ง ส่วนอาการหลัก…ทอนซิลอักสบยังต้องรักษาต่อเนื่องอีกหลายวัน
หมอวินิจฉัยว่า…อาการโดยรวมเป็นที่น่าพอใจแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ไม่มีโรคแทรกซ้อน ตรวจไม่พบโรครุนแรงเหลือแต่รักษาอาการเดิมๆที่ยังทรงๆให้ดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ

หมอคิดว่าเราคงพักผ่อนจนเกินพอ มีเวลาเงียบๆมากมายให้นอนหลับฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
แต่จริงๆแล้วเราแทบไม่ได้นอน…นอนเฉยๆอยู่บนเตียงแต่ไม่ได้หลับนะ แค่ขี้เกียจขยับตัว

2 วันกับ 1 คืน กลางวันเรียกว่าไม่ได้หลับเลยก็ว่าได้ กลางคืนนอนต่อเนื่องซัก 3-4 ชั่วโมง
ใช้ชีวิตเหมือนยังแข็งแรงเป็นปกติ
กลางวันหลับๆตื่นๆ นอนได้งีบเดียวก็ตื่นมันไม่ชินมั๊ง
เดี๋ยวก็มีพยาบาลมาหา มีเจ้าหน้าที่มาดูแล วัดไข้ วัดความดัน …. สารพัดการให้บริการ
ติดรายการทีวีเคเบิ้ลร้อยช่องอีก… ทั้งข่าว ละคร/หนังรีรัน ฟุตบอล บันเทิงมากมาย นอนกดรีโมตเลือกกันจนเหนื่อย
ทำให้นอนไม่ได้เป้นเรื่องเป็นราว ตัวเราเองก็ไม่อยากจะหลับเท่าไหร่เลย
แม้บรรยากาศในห้องนะเงียบ เย็นสบาย เหมาะกับการนอนอุดอู้ที่สุด..แต่ก็หาทางนอนต่อเนื่องไม่ได้
จะมีง่วงหนักๆบ้างตอนกินยาแก้แพ้หลังอาหารใหม่ๆ แต่ซักพักก็นอนนิ่งได้แต่ไม่หลับสนิทยาวๆจนชุ่มใจอยู่ดี
แม้กลางวันไม่ได้นอนเป็นเรื่องเป็นราว…แต่ก็ไม่รู้สึกเพลียหรือจะป่วยหนักขึ้น
สงสัยคงเพราะยาหลายขนานที่หมอจัดไว้ให้ เราเลยประคองตัวอยู่ทั้งวันได้อย่างสบายๆ
กลางคืนไม่ต้องพูดถึง…บรรยากาศในโรงพยาบาลไม่ใช่สิ่งที่เราโปรดปราน
แถมยังต้องกลัวสิ่งนั้นที่ไม่เคยเห็น แต่แอบกลัวมานานทำให้ไม่อยากง่วงไม่อยากนอนกันไปใหญ่
มันเหมือนเปินจินตนาการหรือการคิดไปเอง…ก็ว่าได้
แต่เมื่อมันฝังใจว่า ‘กลัว’ แล้ว…มันก็ยากที่จะถอนตัว
กว่าจะนอนหลับได้ก็เกือบตีสาม….เปิดไฟกลางเตียงหลับไปทั้งอย่างนั้นแหละ
เผื่อมีเรื่องไม่คาดฝัน หรือ เจอสิ่งไม่คาดคิดว่าจะเจอจะได้เผ่นทัน….555
ไม่รู้จะทำตัวหรือทำอะยังงัยดี…ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆหรือเห็นอะไรแว็บซักอย่าง กรี๊ดๆๆๆ
เพื่อนปากดีที่มาเยี่ยมถึงขอบเตียง…แทนที่จะปลอบใจให้กำลังใจกัน
แต่มันดันขู่เอาๆขู่เอา ยกเรื่อง สร้างภาพชัดเจนจนเราเริ่มคิดไปใหญ่
แกล้งอำเพื่อนได้…สนุกนักหละ 555

เรื่องของความกลัวอะไรซักอย่างในโรงพยาบาลเนี่ย…อย่าล้อเล่นเชียว
คนที่ไม่คิด และไม่กลัวก็คงมี …แต่คนที่มันฝังใจว่ามันกลัวไปแล้วและกลัวมานานแล้ว
คงจะไปดัดสันดานให้เลิกราความคิดแบบนั้นไปเสีย…คงทำได้ยาก
แม้สิ่งที่กล้วจะยังไม่เคยเห็นก็ตามเถอะ….ก็สิ่งนั้นมันน่ากลัวนี่หว่า
ใครจะไปรู้หละ…ว่าตรงนั้น ตรงนี้เคยเกิดอะไร เคยมีเหตุอะไรๆมาบ้าง บรู๊ว
คิดแล้วยังเสียวเหมือนเมื่อคืน….

โชคดีที่ผ่านคืนนั้นมาได้แบบไม่เห็นไม่เจออะไร
แม้จะหลับไม่สนิทแต่ก็ยังพอได้นอนซัก 3-4 ชั่วโมง…
เราเป็นคนนอนน้อยจนติดนิสัย…แม้จะป่วยก็ยังเหมือนเดิม
นอนแค่นี้พอ…ก็มันไม่อยากหลับเองนี่ เราจะไปบังคับตัวเราได้ยังงัยกัน!!!!

ตลอดทั้งวัน….
แม้เราจะรู้สึกเหมือนมีไข้รุมๆอยู่บ้าง แต่เวลาผู้ช่วยพยาบาลมาวัดปรอทและความดัน
กลับบอกว่าเราไม่มีไข้ ความดันปกติดีทุกทีไป…
จนเราไม่อยากจะซักถามหรือฝากไปบอกหมอหน่อย…
ว่าเรายังรู้สึกว่ามีไข้ และรู้สึกคั่นเนื้อครั่นตัวอยู่บ้างจริงๆนะ
แต่เมื่อเครื่องวัดบอกเช่นนี้เราควรยอมรับ…เราอาจคิดมากเกินไปเอง
เอามือแตะคอ หรือแขนขาดูก็ร้อนๆรุมๆ แต่ไม่รู้จะพูดยังงัยดี เลยปล่อยๆไป
เดี๋ยวโดนหมอดจับตรวจละเอียดแล้วให้นอนต่ออีกคืน..อาจพูดไม่ออกไปกันใหญ่

คุณหมอแวะมาดูอาการตอนสายๆ เมื่อตรวจดูสภาพร่างกายหลังจากให้การรักษาครบ 1 วัน
อาการเริ่มทุเลาเป็นไปตามการรักษา….
หมอเลยอนุญาตให้กลับบ้านได้…
เมื่อน้ำเกลือหมดถุงประมาณ 4 โมงเย็นและยาฆ่าเชื้อที่ให้ตามสายพร้อมน้ำเกลือที่จะหยดหมดภายใน 2 ชั่วโมง
เราก็ปลดสายระโยงระยางอันน่ารำคาญที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวตัวได้ไม่ถนัดเหล่านี้ไปจากตัวเสียที
จะเดินไปไหนต้องลากตามติดตัวไปด้วย จนบางทีแทบไม่อยากขยับตัว กลัวอุปกรณ์พ่วงเหล่านี้จะเสียหาย
จะนอนก็ไม่กล้าพลิกตัว ไม่อยากจะเปลี่ยนท่า นอนเกร็งๆกลัวเข็มจะทิ่มเนื้อเอา
แขนข้างซ้ายพยายามวางไว้ข้างลำตัวแบบนิ่งที่สุดจนเกือบจะเป็นตะคริว
พาลนอนไม่ค่อยจะหลับไปกันใหญ่ เพราะมัวแต่ระแวงระวังไปรอบทิศ

ไม่ใช่เฉพาะสิ่งไม่มีชีวิตที่ไม่เรียกว่าคน ที่ทำให้เรานอนตาไม่หลับแล้ว
เจ้าเข็มน้ำเกลือและเครื่องหยดน้ำเกลือก็เป็นอุปสรรคขัดใจให้เราหลับไม่สนิทด้วยเหมือนกัน

ถึงเวลาเคลียร์ค่าใช้จ่ายก่อนกลับบ้าน..
แม้แจ้งความจำนงว่าจะใช้สิทธิ์ตามที่เบิกได้เท่านั้น…อะไรที่ต้องจ่ายเองขอพิจารณาก่อน
แต่ก็ยังมีค่าหมอที่ต้องจ่ายเพิ่มเองอีก 600 บาทแบบเลี่ยงหรือขัดขืนไม่ได้จริงๆ

ครั้งนี้…หมดค่ารักษาตัวไปรวมเบ็ดเสร็จประมาณ 15,000 บาทกับการนอนแค่คืนเดียว
ถ้าใช้สิทธิ์เบิกประกันไม่ได้จะทำเยี่ยงไร จะเอาปัญญาที่ไหนหาเงินมาจ่ายเนี่ย!!!!
โรงพยาบาลเอกชนคงเป็นอย่างนี้หมดพอเห็นว่าเราเบิกประกันได้เลยเอาเต็มที่ (หรือเปล่า??)
บริการที่จัดให้อย่างแสนสบาย หลับนอนเพลิน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน
พยาบาลดูแลอย่างดี การรักษาชั้นเลิศด้วยยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีจากคุณหมอมากประสบการณ์ทีคอยเอาใจใส่แวะมาเยี่ยม…ก็สมกับราคาค่าบริการที่ต้องจ่ายแพงลิ่วนี้

สิ่งเหล่านั้น…แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงตามตัวไปบางอย่างหาไม่ได้จากโรงพยาบาลของรัฐ
ซึ่งก็ควรคำนึงถึงระหว่างสิ่งดีๆเพื่อนสุขภาพและร่างกายตัวเองกับจำนวนเงินมากมายที่ต้องจ่ายไป…
เพราะหากต้องควักเงินจ่ายเอง..คงถึงขั้นกุมขมับ ยกมือก่ายหน้าผากกันทีเดียว
จะรักษาจะใช้บริการอะไรคงต้องรัดเข็มขัดเอาแต่พอดี พอประมาณ
แต่เมื่อเบิกได้เช่นนี้….กลายเป็นเต็มใจใช้จนเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สิทธิ์ให้เบิกได้..

มีบางเรื่องดูเหมือนไม่จำเป็น ไม่ต้องสบายหรือดีเท่าก็นี้ได้
แต่พอมีคนอื่นออกตังค์แทนให้….กลายเป็นเอาก็ได้ เลือกความสบายไว้ก่อน เบิกได้เท่าไหร่ใช้ให้หมด 5555

เราคิดว่า…การนอนรักษาต้วต่อที่โรงพยาบาลควรตะหนักและให้ความสำคัญกับการรักษาอาการป่วยให้หายโดยเร็วที่สุดและดีที่สุด ไม่ใช่นำสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นบริการเสริม หรือจัดการบริการที่แสนสบายแต่เหมือนเกินความจำเป็นไป…. สิ่งเติ่มหรือเพิ่มความสุขสบายนี้ทำให้การเจ็บป่วยทุเลาหรือหายไปได้ด้วยหรือ??? หรือกำลังใจและความสะดวกสบายทำให้คนป่วยสุขใจจนหายป่วยได้ไวขึ้น??

แต่อย่างที่ว่าหละ…เมื่อเบิกได้คนเราจะคิดมากอะไร ใช้บริการให้เต็มที่ตามสิทธ์ที่มีอยู่ไปเถอะ ทางโรงพยาบาลก็จัดสิงเหล่านั้นให้เต็มที่และดูจะยิ่งมากขึ้นเกินจำเป็นไปเรื่อยๆ เพราะยังงัยๆโรงพยาบาลก็ไม่มีเสียมีแต่ได้อยู๋แล้ว เพราะเมื่อเบิกประกันไม่ได้ คนไข้ก็ต้องจ่ายเอง…คนที่ต้องคิดให้ดี คือ ตัวเราเองต่างหาก ว่าอันไหนสำคัญและควรมี แต่ก็อย่างที่ย้ำไปหลายๆเที่ยวแล้ว เมื่อไม่ได้ต้องจ่ายเองใครหละจะปฏิเสธสิ่งดีๆ

ขนของกลับบ้านตอนหกโมงเย็น…คงได้นอนเต็มอิ่มและเต็มที่กันก็คืนนี้แหละ
ไมต้องจ่ายแพง ไม่มีการบริการพิเศษ ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน…เราก็นอนหลับได้ตลอดทั้งคืน…. หรือเราไม่ชินกับความสบายหละกระมัง!!!!

Advertisements