ยังไม่หกโมงเย็น….พี่ณาคนสวยนำทีมร่วมกินข้าวเลี้ยงส่งส่งท้ายให้เรากับแจง ณ ร้านมัณฆนาที่ตึกชาญนี่แหละ เพราะเราจะต้องเดินทางไกลในอีกไม่ช้า การออกไปกินไกลๆคงไม่สะดวกนัก เดี๋ยวจะได้มีการวิ่งกระจายกันอีกราอบ เริ่มมีสร้างธรรมเนียมเล็กสำหรับการเลี้ยงส่งคนเดินทางไปเที่ยวกันบ้างในกลุ่ม เราก็เห็นดีเห็นงานนอกจากฟรีแล้วยังได้เฮฮาก่อนจากกัน เราจะได้ไม่หงอยยามต้องจากเพื่อนไปนานเท่าใดนัก

ไม่ค่อยได้ลงมากินข้าวที่ร้านนี้กันมานาน ส่วนใหญ่ได้แต่สั่งใส่กล่องขึ้นไปกินยามทำงานโหมดึกดื่นกัน เย็นนี้ 4 สาว พี่ณา หญิง แจงและ Minty เพื่อไม่ให้เสียเวลาและไม่ต้องรอคอยจึงล่วงหน้าลงไปสั่งอาหารก่อน ได้แก่ เส้นหมี่ผัดดอกไม้ฝรั่ง ส้มตำไทย ปีกไก่ทอดเกลือ หมี่กรอบราดหน้า หลายๆเมนูประมาณนี้ กินล่วงหน้าระหว่างรอพี่กกติดประชุมทางไกลข้ามแดนที่ตามสมทบหลังจากได้รับ MMS รูปอาหารที่เราจัดส่งไปยั่วน้ำลาย เราใช้โอกาสทองในการกินฟรีเย็นนี้ กินแบบไม่ยั้งและไม่มีเกรงใจคนหน้าไหน

ย้ำกับแจงว่ากินตุนสำรองไว้เยอะนะเพื่อน อีกหลายวันข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะกินอะไรกันได้หรือเปล่า… เพราะทริปนี้ไม่มีอาหารแพ็คสำรองไปด้วยแต่อย่างไร ไปเสี่ยงหากินเอาข้างหน้าไปเรื่อยๆ อยากไปลองกินข้าวปลาอาหารแบบ local พื้นเมืองของคนหลวงพระบางกันซักครั้ง เห็นหลายกระแสเขียนเล่าเรื่องอาหารชาวลาวไว้มากมาย แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะกินได้คล่องปากหรือเปล่า แต่ก็ไม่แอบหวั่นใจมากนัก เพราะอาหารคงหลวงพระบางคงไม่แตกต่างจากอาหารชาวอีสานบ้านเรานักนะ หากินอะไรไม่ได้ก็ฝากท้องไว้กับส้มตำ-ข้าวเหนียว หรือ เฝอก็คงเอาชีวิตรอดกลับมากินมื้อใหญ่ที่เมืองไทยในภายหลังได้ แต่วันนี้ได้กินอาหารไทยมื้อใหญ่ก็รีบกินไว้สำรองไว้ไปไม่ต้องรั้งรอ เพราะเราอาจะห่างอาหารไทยอันแสนอร่อยและคุ้นปากไปอีกเป็นสิบมื้อ หากมื้อต่อไปกินกันไม่ได้…. ที่กินตุนไว้น่าจะทำให้เราขุดฟีลลิ่งอาหารอร่อยของวันนี้ออกมาปลอยใจตัวเองได้

ระหว่างกินข้าวเย็นมื้ออำลากรุงเทพฯและเมืองไทย คนเตรียมตัวจะไปเที่ยวไกลข้ามแม่น้ำโขงไปเหยียบยังบ้านพี่เมืองน้องของไทยเริ่มตื่นเต้น เราไม่แน่ใจว่าแจงเก็บอาการหรือไม่ค่อยเวอร์ออกนอกหน้าเท่าไหร่แต่ก็มั่นใจว่าแจงคงตื่นเต้นและดีใจที่จะได้ไปเทียวลาวที่ที่พวกเราอยากจะไปกันมาเนิ่นนานแล้ว แจงอาจยังนิ่งๆแต่เราดี้ หัวใจข้างในเริ่มเต้นดังฉึกๆฉักๆเตรียมตัวเดินทางตามรางอีกครั้ง ครั้งแรกที่จะได้ไปเที่ยวยังเมืองมรดกโลกอันเลื่องชื่อในเรื่องวัฒนธรรมและความสวยงาม แถมยังได้ออกเดินทางโดยรถไฟที่ยังเคยสร้างความประทับใจกับการเที่ยวส่วนตัวและรวมตัวมาหลายต่อหลายครั้งอีกด้วย ใจเริ่มเต้นเบาๆชิมลางบ้างแล้ว เสียงหัวใจกับเสียงล้อรถไฟคงดังก้องไปพร้อมกัน เสียงหนึ่งดังตุบๆอยู่ในอก อีกเสียงหวูดร้องอยู่ด้านนอกรถไฟ แต่ทั้งสองสิ่งก็ทำให้คนๆหนึ่งแทบจะอดใจไว้ไม่ไหว อยากไปอยู่ร่วมตรงกลางระหว่างเสียงสองสิ่งนั้นให้เร็วๆ

เวลาจะเดินทงไกลเรามักจะมีสภาวะแบบนี้ทุกที คือ ใจหนึ่งโคตรกระโดดโลดเต้นที่จะได้ออกเดินทางไปเที่ยวไกลๆตามใจฉัน แต่อีกใจหนึ่งก็จะเริ่มใจไม่ดี แม้เราจะเป็นสาวห้าวเล็กๆแต่ก็อดใจหวิวเบาๆไม่ได้ที่จะต้องโบกมือลาเพื่อนไปอีกแล้ว หลายๆครั้งเริ่มคิดการใหม่และใหญ่ หากจะต้องไปเที่ยวไกลๆเพียงคนเดียวหรืือไปกันเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นมิใช่ยกโขยงกันไปหมดกลุ่มเช่นเมื่อก่อน อยากจะแบกเป้ ลากกระเป๋าไปแบบเงียบๆ ไม่ต้องร้องป่าวประกาศให้สมาชิกทราบ จะได้ไม่ต้องเลี้ยงส่งกันให้เอิกเกริกที่จะทำให้เกิดอารมณ์ร่าเริงแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกหงอยซึมลึก จนคิดว่าครั้งต่อไปไม่ไปเที่ยวแล้วดีกว่า…. แต่หากไปแบบเงียบเชียบคงทำไม่ได้ และคงเป็นการยากที่เราจะไม่เล่าเรื่องราวและเรื่องเที่ยวนั้นให้ใครๆได้รับรู้ และหากไปเที่ยวแบบไม่บอกกล่าวต่อกันและกันอาจจะสร้างความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยต่อเพื่อนฝูงอันรักใคร่ได้อีกก็ได้ การเก็บทริปเที่ยวไว้เป็นความลับของเราหรือความลับระหว่างเราไม่ได้หรอก เพื่อนๆแม้ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันแต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดก็ได้ในการเดินทาง ไม่แน่ใจเวลาคนอื่นจะต้องจากเพื่อนฝูงไปเทียวไหนๆซักพักนึงหรือซักพักใหญ่ เค้าจะมีความรู้สึกเหมือนเราหรือเปล่านะ เพราะเรายังไม่เคยเป็นคนเลี้ยงส่งผู้ใด เคยเป็นแต่คนไปเที่ยวเสียทุกครั้ง

การเลี้ยงส่งขนาดย่อมเยาโดยการเอาข้าวเย็นมาเป็นข้ออ้าง ทำให้การเดินทางไกลๆเริ่มต้นอย่างสมบูรณ์พูลสุขกันถ้วนหน้า ‘กองทัพต้องกเดินด้วยท้อง กองเที่ยวก็อยากเดินทางเมื่อท้องอิ่มเช่นกัน’

พี่เค้กลีลาเยอะตามมาสมทบหลังเพื่อนฝูงตามเคย นำเสบียงเป็นขนมช็อคโกแลต มะม่วงแช่อิ่มเผื่อใครวินเวียนเมารถระหว่างทางมาไว้ให้พกติดตัวไปด้วย ขนมห่อเล็กๆที่เลือกสรรมาแต่ไซต์เล็กๆแบบพกพาง่ายไม่เพิ่มพื้นที่ในเป้และไม่สร้างภาระในการแบกขนไปนัก นำมาแจกจ่ายให้สองสาวแบบเท่าเทียมกัน จากปริมาณขนมของกินเล่นที่พี่เค้กซื้อฝากติดตัวไปกินนั้นคงเพียงพอแค่ในประเทศ เรากะแจงคงกินเรียบตั้งแต่อยู่บนรถไฟกระมัง

แวะไปซื้อน้ำดื่มและยาสามัญประจำตัวเล็กน้อยตามคำแนะของพี่ณาที่ 7 ให้เรียบร้อยเตรียมตัวอย่างรอบคอบก่อนเดินทางไกลกันสองคน หนทางข้างหน้าไม่รู้จะเป็นยังไง แถมเดินทางไกลกันสองต่อสองกับแจง จึงได้รับความห่วงใยและเป็นห่วงความเป็นไปและเป็นอยู่ระหว่างเรานัก แม้เราทั้งสองจะออกแนวทะมัดทะแมงแข็งแรงและปากดี น่าจะทนถึกและใช้ชีวิตได้อยู่รอดปลอดภัยไร้รอยแมวข่วนหรือยุงไรไต่ตอม แต่เพื่อความไม่ประมาทกับการไปเที่ยวนอกบ้านนอกเมือง การมียารักษาโรคทั่วไปหรือการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆติดตัวไปบ้างนั้นก็ไม่น่าเป็นเรื่องลำบากกายและใจนัก ได้แก่ ยาดม ยาแก้ไข้ เบตาดีน พลาสเตอร์ยา เป็นต้น

สำหรับทริปลาวๆนี้ ที่แรกเริ่มหมายมั่นปั้นมือกันอย่างคึกคักและชัดเจนว่าจะเดินทางกัน 4 คน แต่เมื่อนัทกลายไปเป็นซุป’ตาอยู่ที่กรุงโซลอีกช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงต้องอยู่กินกิมจิแทนการไปกินข้าวเหนียวและเฝอลาวกันพวกเรา แม้นัทถอนตัวจากการร่วมเดินทางไปไหนกันไปกันทริปนี้ พวกเราก็ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรนัก แม้เคยคิดว่าจะไปลาวแบบเกาะนัทไปแบบไม่ขอคิด ไม่ขอทำการใดๆทั้งสิ้น เป็นลูกทริปแบบไม่เรื่องมากไม่ปากมากซัหน่อย ก่อนหน้านี้ได้ยกมอบหน้าที่ทุกอย่างในการท่องเที่ยวครั้งนี้ให้นัทครอบงำและจัดการตามที่เห็นสมควรและเห็นดีเห็นงามไปได้แต่เพียงลำพัง จะคิดการใดก็ให้นัทดำเนินการไปได้ตามสะดวกโดยมิต้องมาปรึกษาและถามความเห็นใดๆจากเราและคณะ ขอเที่ยวตะลุยลาวแบบให้นัทชี้นิ้วหรือจูงมือไปได้เลย

แต่เมื่อนัทยกมือถอนตัวเพราะต้องเป็นซุป’ตาที่เกาหลีต่อไป….เรากับแจงก็ต้องหันมารับหน้าที่จัดการชีวิตกันตามยะถากันเอง แม้ไม่มีประสบการณ์และยังต้องมาคิดการกันเองแบบกระทันหันก็หาได้สร้างความวิตกหรือเครียดจนต้องยกเลิกทริปในฝันนี้ไป มันหาใช่เป็นเรื่องยากใดๆสำหรับเราที่หลงใหลการเที่ยวแบบเนิบช้าที่ไม่ต้องคิดการใหญ่หรือคิดการไกลใดๆนักอยู่แล้ว เรื่องเที่ยวแบบไม่ต้องวางแผนชัดเจนแน่นอนไว้ยังเป็นเสน่ห์ที่เราหลงใหลหัวปรักหัวปรำอยู่จนถึงบันนี้ มาแบกเป้จากกรุงเทพคนละใบ แบ็คแพ็คไปลาวในแบบที่ชอบที่ชอบกันเถอะ ลงความเห็นคล้อยไปในวิถีและวิธีเดียวกัน คือ ทริปนี้ไม่มีโปรแกรม ไม่วางแผนอะไรแล้วกัน….ไปไหนไปกัน ไปคิดแผนกำหนดเรื่องกิน นอน เทียว อยู่กันแถวๆนั้นไปวันๆแล้วกัน เที่ยวแบบนี้แแหละที่เราชอบและโปรดอยู่แล้ว แจงเห็นด้วยแล้วไปกันหลายชีวิตมิใช่เดินทางแบกเป้เที่ยวคนเดียว แม้จะไปปักหลักห่างไกลบ้านเมืองก็คงไม่ยากนัก ลาวกับไทยมีพื้นฐาน วิถีการใช้ชีวิต การเป็นอยู่ อาหารที่จะหากินใส่ปาก ตลอดจนการใช้ภาษาก็คงไม่ต่างจากอีสานบ้านเรานัก เราคงค่อยๆช่วยกันคิดและปรับตัวอยู่ทีลาวได้ไม่ยากนัก แจงมอบหมายให้เราคิดกรอบและขอบเขตการเที่ยวลาวแบบคร่าวๆไว้ได้เลย แอบไปลักลอบจำทริปเทียวลาวจากใน pantip แล้วเขียนร่างเป็นโปรแกรมในแต่ละวันแบบกว้างใหญ่เกือบเท่าสายกว้างของแม่น้ำโขงด้วยเวลาไม่ถึงชั่วโมง นำเสนอแจงและเดอะแก๊งค์พิจารณาไว้พอหอมปากหอมคอ แต่โปรแกรมก็แค่โครงร่างมิใช่สิ่งตายตัวเปลี่ยนตามใจกันไม่ได้ เพราะเรายังไม้ได้จองที่พัก รถรา หรืออะรต่อมิอะไรไว้ทั้งสิ้น จะไปไหน จะทำตัวยังงัยก็ได้ในอนาคต เรียกว่า ‘เที่ยวตามใจ มิใช่เที่ยวตามใครหรือตามกระดาษ’(โปรแกรมนี้…นำมาซึ่งการเปลี่ยนแผนใหม่เพราะการนับวันผิดพลาดของเราในภายหลัง)

ต้องเล่าถึงพี่เค้กอีกครั้ง… แม้คิดว่าทริปนี้คงไม่มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกรอบ แต่สิ่งเหล่านั้นก็เกิดขึ้นอีกจนได้ เนื่องจากภาระกิจส่วนตัวที่สำคัญมาก ทำให้พี่เค้กจำใจต้องถอนตัวอีกคนและอีกคครั้ง เราเข้าใจในสถานะการณ์แต่ก็็อดผิดหวังไม่ได้อีกครั้ง แม้ไม่อยากจะยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆแบบนี้แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรที่จะไม่พอใจหรือออกอาการโวยวาย ‘หวังว่าจะมีสักครั้ง…ที่เราไม่ต้องผิดหวัง’

พี่เค้กส่ง SMS แจ้งเหตุผลการไม่สามารถร่วมเดินทางไปเทีียวลาวๆกันได้ก่อนการเดินทางแค่คืนเดียว เราเิริ่มลังเลและไม่กล้าคิดต่อว่าทริปนี้จะยังออกเดินทางกันต่อไปอีกหรือไม่ แต่เมื่อโทรคุยกับแจง…. ทุกอย่างยังคงดำเินินต่อไปตามความตั้งใจเดิม ‘เมื่อแจงเลือกไปต่อ…เราก็พร้อมจะเดินเคียงข้างไปด้วยกัน’ ไปเที่ียวลาวๆกันแบบเราๆตามประสาสองเพื่อนแท้

จากประสบการณ์การแบกเป้ วิ่งหน้าตั้งทั้งคณะเพราะบริหารเวลาไม่ดีเมื่อตอน LONG (Lone) Trip ChaingMai ครั้งกระโน้น คราวนี้พวกเราไม่อยากจะตื่นเต้นโดยมิควรแบบนั้นอีกแล้ว จึงรีบออกเดินทางกันล่วงหน้าหลายสิบนาทีอยู่ และน่าจะหมดห่วงสำหรับการเดินทางไปห้วลำโพงครั้งได้โดยเกือบสิ้นเชิง เพราะหนนี้พี่กกรับอาสาไปส่งแจงและ Minty ถึงหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงด้วยความสบายใจและเต็มใจกันทั้งสองฝ่าย พี่กกนำทีมและเลือกหาเส้นทางเป็นอย่างดีและรอบคอบ แม้เราจะกังวลบ้างแต่ก็มั่นใจในการนำทางของพี่กกที่ไม่(ค่อย)ทำให้พวกเราผิดหวังนัก…. การเดินทางจากถนนเพชรบุรีไปหัวลำโพงค่อนข้างโล่ง สภาพการจราจรเป็นใจและเป็นไปตามความต้องการ แผนการเดินทางที่คิดไว้นั้นมีติดขัดเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง…พี่กกและน้องหญิงส่งเรากับแจงที่ด้านหน้าสถานีรถไฟแบบสบายใจมีเวลาเหลือมากมายให้เราและแจงเดินลากขาช้าๆเที่ยวสำรวจสถานีรถไฟประจำเมืองได้อีกเกือบบครึ่งชั่วโมง โบกมือลาส่งท้ายกันด้วยความสุขและสมหวังกันทั้งสองฝ่าย เรากับแจงสุดแสนจะซาบซึ้งและประทับใจ มอบตำแหน่งสุดยอดเพื่อนๆให้กับคู่รักคนนี้อีกครั้ง เราแยกทางมากับแจง แต่พี่กกยังเดินร่วมทางกับหญิงต่อไปอีกนานแสนนาน

ระหว่างรอรถไฟเทียบชานชลา แจงแยกไปหาซื้อกน้ำดื่มเป็นเสบียงเพิ่ม เราแยกไปซื้อมติชนสุดสัปดาห์ติดตัวไว้อ่านตั้งแต่เมืองไทยยันเมืองลาวอีกซักเล่ม…ก่อนจะกลับมาเจอกันที่จุดนัดพบในอีกไม่กี่นาที เมื่่อถึงเวลาแบกเป้เที่ยวอย่างเป็นทางการ…เราเริ่มตะหนัักชัดเจนกระจ่างแจ้งกับน้ำหนักเป้บนหลัง มันช่างหนักหน่วงจนแทบจะยืนตรงๆไม่ได้ หากต้องยืนนานต้องเอนหลังแปะกำแพงช่วยถ่ายเทน้ำหนัก หรือไม่ก็สะลัดเป้ลงมากองรอที่พื้นไว้ก่อน…. ที่น้ำหนักเกินรับได้นั้นคงมาจากความหนักของขาตั้งกล้อง ที่ยอมแบกเอาไปด้วยแบคิดแล้วคิดอีกว่าเอาติดไปด้วยทำไมหรือหรือไม่ดี ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ถ้ารู้ว่ามันหนักเยี่ยงนี้ไม่เอามาด้วยดีกว่า

ได้เวลาเดินทางตามรอยามรางอีกครั้ง รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 69 กรุงเทพ-หนองคาย ออกเดินทางตรงเวลา 20.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย รถไฟสายอีสานค่อนข้างเก่าและแก่กว่ารถไฟสายเหนือจริงๆดั่งที่ได้ยินคำร่ำลือกันจริงๆ ที่นั่งซึ่งจะเปลี่ยนตัวเป็นที่นอนในภายหลังแคบคับกว่า สภาพรถก็เก่ากึ๊กกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่เราเป็นคนอยู่สบายนอนง่าย และไม่คิดจะเรื่องมากกับสิ่งเล็กๆเหล่านี้ แม้เป้าหมายปลายทางจะไม่ได้สำคัญกว่าการเดินทาง การเลือกวิธีการเดินทางก็ไม่สามารถขัดขวางความรู้ทรงจำดีๆที่จะเกิดขึ้นเรื่องราวระหว่างทางและระหว่างรางได้ สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้อย่างรู้แจ้งเห็นจริงกับตัวเองในการเดินทางไปหนองค่ายครั้งนี้ คือ ท่านผู้โดยสารที่ร่วมขบวนไปด้วยกันนั้นมีแต่ชาวไทยมิเห็นฝรั่งหัวทองที่แทบจะเหมาโบกี้เหมือนตอนนั่งตามรางไปเชียงใหม่แต่อย่างใด ไม่ใช่ประเด็นอีกเช่นกัน เพราะเป็นข้อมูลที่ได้รับทราบมาแล้วเช่นกัน

ครั้งนี้เป็นการเดินทางโดยรถไฟไปสายอีสานครั้งแรกของเรา…และยังมีโอกาสได้นั่งรถไฟข้ามประเทศจากหนองคาย-ท่านาแล้งของประเทศลาวอีกด้วย คงเป็นประสบการณ์ท่องเทียวต่างประเทศและการผ่านข้ามแดนไทย-ลาวที่น่าประทับใจไม่น้อย ตื่นเต้นตั้งแต่ล้อรถไฟเพิ่งจะออกตัวจากหัวลำโพงด้วยซ้ำ แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มุ่งหน้าไปยันสุดเขตสยามฝั่งตะวันออก ไม่เคยเห็นภาพใดๆนัก ไม่มีประสบการณ์ตรงๆ ก่อนจะมาเที่ยวก็ไม่ได้อ่านรีวิวคนเดยมาเที่ยวก่อนเราเท่าใดนัก ตั้งใจมาให้เจอกับตัวเองซึ่งๆหน้าเอาเองคงน่าจะชื่นมื่นหลายๆ

คงใช้เวลานอนบนราง กินบนรางซัก 8 ชั่วโมง… ตื่่นเช้าเราคงไปถึงหนองคายสุดเขตอีสานบ้านเรา และอีกไม่นานนักเราจะข้ามแดนด้วยรถไฟอีกขบวนเข้าสู่ประเทศลาวต่อไป

หลังจากนั้นจะต้องทำยังงัยยังไม่รู้ ต้องไปหาวิธีและหนทนทางกันข้างหน้าโน่น สองคนสองสติช่วยๆกันคิดอย่างปรองดองให้พวกเราข้ามไปเหยียบประเทศลาวได้อย่างปลอดภัยและท่องเที่ยวไปตามที่ใจปรารถนาได้ด้่วยความสุขและความสนุกเหมือนเช่นเคย

Advertisements