รถด่วนขบวนยาว พาสองสาวมาถึงหนองคายช้ากว่าหมายกำหนดการเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติและไม่ได้ห่างไกลเกินจากการคาดการณ์ไว้นัก แม้รู้ว่าเราจะต้องไปต่อรถไฟข้ามแดน หนองคาย-ท่านาแล้ง ที่มีตารางการเดินรถตรงเวลา แต่ภายหลังได้ข้อมูลวงลึกมาว่า รถไฟข้ามแดนจะไม่ออกเดินทางจนกว่ารถไฟสายหลักที่มาจากกรุงเทพฯจะมาถึง… เป็นอันว่าเราหมดห่วงเรื่องการดินทางข้ามประเทศด้วยรถไฟไปเสีย เพราะแรถไฟของเราจะวิ่งฉักฉักเอ้อระเหยจนล่าช้ากว่าตารางที่โชว์ไว้เท่าใด รถไฟข้ามไปลาวก็ยังรอเราที่ท่าไม่หนีหาย ไม่ออกเดินทางโดยปราศจากเราแน่นอน

ประสบการณ์การข้ามแดนด้วยรถไฟที่ไม่ค่อยมีใครทำกันนั้น ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทาง ทั้งเราและแจงต่างก็อยากจะออกจากประเทศไทย และ ก้าวขาเข้าประเทศลาวด้วยรถไฟกันทั้งสอง เมื่อรู้ว่าเราจะไม่พลาดรถไฟที่จะนำเราไปถึงท่านาแล้งอย่างแน่นอน เริ่มยิ้มหวานเตรียมตัวและเตรียมใจท่องโลกกว้างตามจินตนาการและความฝันกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าได้แล้ว….

เมื่อมาถึงหนองคาย…มองเห็นขบวนรถไฟที่จอดรอเราอยู่ข้างหน้า มีผู้โดยสารร่วมขบวนมาหนองคายร่วมกับเราจำนวนหนึ่ง ซึ่งคงกำลังจะข้ามไปเที่ยวประเทศลาวด้วยรถไฟไทยเหมือนกับเรา ระหว่างนั้นก็มีผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจจะนั่งรถไฟข้ามไปลาวเหมือนกันมานั่งรอเวลาอยู่ก่อนหน้าแล้ว เราเดินทางมาถึงช้าทำให้มีหลายคนที่เดินทางมายังสถานีรถไฟตรงเวลากลับต้องเป็นฝ่ายรอคอย แต่เมื่อคิดแล้วคิดอีกรอบ….

ขบวนรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง นั้นดำเนินการโดยสถานีรถไฟของประเทศไทย และน่าจะใช้ขบวนรถไฟนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างไทย-ลาวให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่รถไฟที่จะมุ่งหน้าไปยังท่านาแล้งนั้นจะต้องรอขบวนใหญ่ที่วิ่งมาจากกรุงเทพฯเสียก่อน… ถ้าไม่ใช้วิธีนี้นักท่องเที่ยวที่มาจากกรุงเทพฯคงได้ตกขบวนท่านาแล้งนี้กันทุกเที่ยวแน่ๆ แต่สิ่งนี้คงสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตให้กับคนท้องถิ่นแถวนั้น ที่จะข้ามแดนไปประเทศลาวต้องทำใจและเตรียมใจไว้ล่วงหน้า คงต้องมานั่งรอขบวนใหญ่ที่กำลังเดินทางมาึถึงเสียก่อน แต่ตราบใดที่่การเดินทางของรถไฟไทยยังไม่หาความตรงต่อเวลาไม่ได้ รถไฟสายท่านาแล้งคนไม่มีวันได้ล้อหมุนตรงเวลาในแน่นอนในชาตินี้ แค่ลุ้นมาจะมาถึงช้าน้อยหรือช้ามากแค่ไหนเท่านั้นเอง

มีข่าวเพิ่มเติมว่า ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังขยายการลงุทนมีแผนการสร้างรางรถไฟต่อไปจนถึงหลวงพระบาง แต่ไม่รู้ว่าทางรถฟสายไทย-ลาวขบวนนี้จะสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ คงอีกหลายช่วงอายุ แม้จะรู้ว่าการเดินทางต่อไปจนถึงหลวงพระบางคงใช้เวลานานพอสมควรหรือจะบอกว่าคงใช้เวลาไม่ต่าจากระยะเวลาที่รถไฟวิ่งมาจากกรุงเทพฯนัก แต่เราก็คิดทริปนั่งรถไฟยาวจากกรุงเทพยันหลวงพระบางจนเป็นลิสต์ทริปในฝันที่ต้องเดินตามรอยตามรางให้ได้แน่นอน… แม้จะต้องเดินทางนานแค่ไหนก็ไม่หวั่นใจ เพราะหลวงพระบางก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ได้หนีห่างไปไหน มันจะน่าประทับใจแค่ไหนกับการนั่งรถไฟข้ามประเทศเหมือนในยุโรปที่เป็นเส้นทางในฝันของเราเหมือนกัน แค่ทริปยุโรปคเป็นทริปที่อาจจะไกลเกินเอื้อมสำหรับเราไม่น้อย หากได้นั่งจากไทยไปลาวก็น่าดีใจไม่ต่างกันเทาใดนัก

มาถึงสถานทีหนองคายยังไม่ 8 โมงเช้า… จุดตรวจคนเข้าเมืองสถานีรถไฟหนองคายยังไม่เปิดทำการ ข้าราชการไทยทำงานตรงเวลาเสมอ เราต้องเป็นฝ่ายรอบ้างเช่นกัน แต่ก็ใช้เวลาที่จุดตรวจฯยังไม่เปิดทำการ ไปต่อแถวซื้อตั๋วรถไฟ และเข้าห้องน้ำล้างหน้า ไร้ความขี้เกียจทิ้งไว้ที่เมืองไทย ขอข้ามประเทศด้วยหน้าตาสดใสร่าเริงชื่นบานกันหน่อย

สถานีรถไฟหนองคายเป็นสถานีสุดท้ายของรถไฟสายอีสาน สถานี้นี้ขนาดเหมาะสมไม่เล็กใหญ่เกิน เช้านี้ยังไม่มีผู้คนมากมายนัก รถขบวนนี้คงเป็นขบวนแรกของวัน.. ผู้คนที่อยู่ในสถานีคงมารอรับใครซักคนที่เดินทางมกับรถไฟขบวนนี้ ที่เหลือก็คงเป็นนักท่องเที่ยว หรือ คนที่ประสงค์จะข้ามแดนไปประเทศลาวเท่านั้น

ตั๋วรถไฟข้ามไปลาวราคา 20 บาทเท่านั้นเอง การข้ามแดนที่แสนประทับใจใช้เวลาแค่ 15 นาทีมีค่าใช้จ่ายอันน้อยนิดแต่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักได้มากมาย ระหว่างปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวเรียบร้อย ได้ตั๋วรถไฟข้ามประเทศคนละใบเรียบร้อย มีเวลานั่งพักให้หายเมื่อยก้นเมื่อยหลังกันอีกพอประมาณ ก่อนที่จะเดินตามนักท่องเที่ยว ฝรั่ง Backpack กลุ่มใหญ่ไปกรอกรายละเอียดในใบขอผ่านเข้าเมือง เตรียมหยิบ passport ไปยืนต่อแถวรอเวลาจุดตรวจฯเปิดปฏิบัติการ เราจะได้นั่งรถไฟข้ามประเทศกันได้ทันที

เมื่อถึงเวลา…เจ้าหน้าที่ ณ จุดตรวจคนเข้าเมืองเปิดทำงาน นักท่องเที่ยวฝรั่งกลุ่มใหญ่เริ่มทยอยกันตรวจสอบเอกสารและได้รับอนุญาตให้ผ่านออกจากประเทศไทยไปได้ตามระเบียบทีละคน เรากับแจงรออยู่เป็นสองคนสุดท้าย เป้ใบใหญ่อยู่กลางหลังคนละใบ แจงผ่านได้อย่างสบาย แต่พอถึงเราดันทำตัวหลุกหลิก จนเจ้าหน้าที่สอบถามใหญ่ ว่าเรามาจากไหน จะไปไหน มาเที่ยวเหรอ หลายคำถาม แล้วก็ดูรูปตัวจริงกับรูปในหน้า passport ซ้ำหลายรอบ จนพี่แจงแทบจะเดินมาเคกหัว ว่าเราทำตัวไม่น่าไว้ใจ ปล่อยพิรุธอะไรให้ผิดสังเกตุ เกือบจะไม่ได้รับอนุญาคให้ออกนอกราชอาณาจักรไทยเสียแล้ว เรามักจะทำการใหญ่ไม่สำเร็จทุกที…. เราคิดว่า เจ้าหน้าที่ฯอาจจะชอบพอและอยากพูดคุยกับเราระหว่างการทำงานซ้ำซากจำเจนี้ก็ได้

ผ่านด่านแรกเรียบร้อย….รถไฟได้เวลาออกเดินทางข้ามประเทศแล้ว ผู้โดยสารคนอื่นขึ้นไปรอบนรถไฟเรียบร้อยเราเดินขึ้นไปนั่งขบวนหน้าสุด…..รถไฟสายหนองคาย-ท่าน่าแล้งเป็นขบวนสั้นเล็กกระทัดรัดมีแค่ 3 โบกี้เท่านั้น การเดินรถไฟสายนี้คงเปิดให้บริการไม่นานนัก เพราะรถไฟยังดูใหม่”ฉไลพอสมควร  เรากระโดดขึ้นโบกี้แรก จับจองที่นั่งเกือบจะหน้าสุดเพื่อจะเก็บบรรยากาศขณะที่รถไฟวิ่งบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำโขง วิ่งผ่านเขตแดนไทยเข้าสู่ประเทศลาวให้เต็มๆตา เราคงตื่นเต้นออกนอกหน้าไม่น้อยกว่าใครในโบกี้นี้เหมือนกัน คิดแผนการว่่าจะรีบหาที่นั่งริมหน้าต่าง จะมุม shot งามเก็บเป็นรูปภาพไว้เป็นที่ระลึก ขณะรถไฟเคลื่อนตัวช้าๆออกจากประเทศของเราเข้าสู่อีกประเทศหนึ่ง จะเปิดกระจกออกให้กว้าง เราจะได้เห็นแม่น้ำโขง สายน้ำแห่งมหานทีอยู่เบื้องล่าง แม่น้ำสายกว้างขวางที่ทำหน้าที่กั้นสองประเทศนี้ออกจากกันให้เต็มๆตา แต่พอจะก้าวขึ้นรถไฟสายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง รถไฟวิ่งข้ามสะพานไปด้วยความเร็วเนิบช้าท่ากลางสายฝน เราแทบจะมองไม่เห็นสองข้างทาง กระจกด้านนอกโดนสายฝนสาดใส่จนเกิดฝ้าเกาะเต็มกระจก ทัศนวิสัยในการมองแย่มาก มองวิวข้างนอกแทบไม่เห็น ฝนตกบังวิวความงามระหว่างทางจนหมดสิ้น

นักท่องเที่ยวหลายคนคงผิดหวังที่ฟ้าฝนตกลงมาแบบไม่รู้เวรำเวลา ทำหลายบรรยากาศการข้ามแดนหมดเลย แอบผิดหวังเล็กๆที่การข้ามแดนไม่สมบูรณ์แบบตามการคาิดหวัง เราไม่ได้เห็นแม่น้ำโขง ไม่ได้เห็นสะพานมิตรภาพไทย-ลาวอย่างชัดเจนเต็มสองตาอย่างชัดเจน แต่ก็ยังแอบคิดการไกลไปถึงขากลับ ถ้าเราสามารถกลับจากลาวมาสู่ประเทศไทยของเราด้วยรถไฟสายนี้อีกครั้ง… สภาพอากาศคงเป็นใจและเราจะให้โอกาสแก้ตัวใหม่อีก 5 วันข้างหน้า … หากฝนที่ตกเป็นฝนของประเทศไทยก็อย่าทำให้คนไทยตาดำๆสี่ตานี้ต้องผิดหวังอีกครั้งนะ

ใช้เวลาแค่อึดใจเดียว…รถไฟก็พาเราออกนอกประเทศไทยมาส่งเราที่ประเทศลาวได้เรียบร้อยและปลอดภัย ซึ่งควรจะปลอดภัยหละนะ เพราะใช้เวลาวิ่งไม่ถึง 15 นาทีเท่านั้นเอง…. มาถึงสถานีรถไฟท่านาแล้ง ประเทศลาว สถานีที่เงียบสงบกว่าฝั่งไทยมากนัก ทุกอย่างเป็นประเทศลาวอย่างสมบูรณ์ ทั้งตัวหนังสือตามจุดต่างๆและภาษาทีได้เห็นและได้ยินเริ่มเปลี่ยนไปจากที่ได้สัมผัสเมื่อสิบกว่านาทีที่แล้ว Welcome to LAO PRD อย่างเป็นทางการ….

มาถึงบ้านเค้า….เราก็ต้องขออนุญาตเข้าประเทศเข้าเช่นกัน ต้องกรอกเอกสารเพื่อขอผ่านเข้าเมืองอีกรอบ คราวนี้เรามีประสบการณ์มาแล้วจากตอนขาออกมาจากประเทศไทย เลยทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ทำตัวผิดสังเกตุนัก จ่ายเงินไทยไป 40 บาทพร้อมตราประทับบน Passport…แลกรอยยิ้มให้แก่กันและกัน เชิญเราเดินอย่างสง่างามไปท่องเทียวประเทศลาวได้ตามสบายใจแบบถูกต้องตามกฎหมาย

เริ่มตื่นเต้นเมื่อได้คุยกับคนลาวแท้ๆ ภาษาพูดนั้นเหมือนคนอีสานแต่ก็ฟังยากไม่น้อยเชียว ต้องอาศัยแจงเป็นผู้นำและผู้สนทนาเป็นส่วนใหญ่ ตัวหนังสือก็พอจะเดาได้บ้างแต่ก็อ่านได้ไม่ง่ายอีกเช่นกัน… คนลาวคนแรกที่ได้คุยด้วย คือ เจ้าหน้าตรวจคนเข้าเมืองนั่นแหละ เมื่อเห็นว่าเราเป็นคนไทย ก็พูดคุยด้วยอย่างเรียบร้อย คนลาวใจดี มีน้ำใจ ยิ้มแย้ม อ่อนน้อมมาก และค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว คำแรกที่ได้ยินตอนเราโผล่หน้าและยื่นเอกสารไปให้คือ ‘ ส บ า ย ดี จ้ะ’ ภาษาลาวน่ารัก คนลาวก็น่าคบหาไม่ต่างกัน

เคยโดนไทยด้วยกันหลอกบ้างตอนไปเที่ยวบ้าง แต่ไม่อยากเสียความรู้สึกหากต้องโดนลาว(จริงๆ)หลอกที่นี่ เลยค่อนข้างระวังตัวมาก่อนหน้านี้ แต่พอได้มาสัมผัสคนลาวขนานแท้กับตัวเอง เริ่มปล่อยวางความรู้สึกที่ตั้งกำแพงป้องกันตัวเองลงบ้าง เริ่มมองคนลาวในแง่ดีและวางใจกันมากขึ้น ขอให้คนลาวไม่ทำให้เราเสียความรู้สึกกับลาวนะ

หวังว่าการเที่ยวลาวครั้งนี้ จะประทับใจซึ่งกันและกันแบบลืมไม่่ลงเลยนะ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย…เราต้องหาทางไปสถานีขนส่งเวียงจันทน์ เพื่อต่อรถไปยังวังเวียงตามโปรแกรมแบบคร่าวๆที่คิดไว้ มีทีมงานตั้งป้ายแจ้งค่าโดยสารในการเดินทางเข้าเมืองเวียงจันทน์ไว้ชัดเจน คือ รถสองแถว 300 บาท รถตู้ Hyudai เหมาไปเหมือนกันไม่เกิน 6 คนคิดเที่ยวละ 400 บาท… ณ เวลานั้นฝนยังเทหน่ำจากเมืองไทยมายังเมืองลาวอย่างต่อเนื่อง การจะนั่งสองแถวที่ไม่มีกระจกกั้นมิดชิดเข้าเมืองคงไม่สะดวกต่อหัวหู เสื้อผ้า และ สัมภาระของนักเดินทางสองสาวสองคนนี้นัก เราคงต้องเหมารถตู้ไปกันคงเหมาะสมที่สุด เราเริ่มคิดการณ์หาหนทางประหยัดเงินตั้งแต่ตอนนี้โดยการเดินหาตัวหารร่วมทันที… นักท่องเที่ยวที่นั่รถไฟข้ามแดนมาจากประเทศคงต้องเหมารถเข้าสู่เวียงจันทน์กันแทบทั้งนั้น จุงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากหรือแปลกนักในการที่จะหาผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

เจรจาหนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นได้ 1 คนที่ตั้้งใจจะเข้าเวียงจันทน์เหมือนกัน แต่เราอยากได้อีกซักคนหรือหากหาได้ซัก 6 คนก็จะยิ่งประหยัดได้มากที่สุด แต่ผู้คนส่วนใหญ่เค้ามาเที่ยวลาวกันเป็นกลุ่มใหญ่ เหมือนคนไทยกลุ่มหนึ่งมากัน 5 คนเค้าก็เหมารถเดินทางไปได้เรียบร้อย เราจะไปรวมกับคนไทยกลุ่มนี้ก็สายเกินไป เพราะหากรวมพวกเรา 3 คน…กลายเป็น 8 เกินที่วินเค้ากำหนดเสียแล้ว เราจึงต้องหาผู้ร่วมขบวนกันใหม่่เนื่องจากเราก็ไม่สามารถตัดช่องน้อยทอดทิ้งญี่ปุ่นคนนั้นไปได้เหมือนกัน…..

เหลือสาวผิวคล้ำอีกคน…ที่รอการผ่านด่าน รอการตรวจ Visa อีกหนึ่งคน ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีกว่าพิธีการจะเรียบร้อย เมื่อได้ดำเินินการเจรจาและหันมาปรึกษากับญี่ปุ่นที่ตกลงร่วมชะตากรรมร่วมกันว่าเราจะรอหล่อนร่วมทางไปด้วยอีกคน เหตุผลเพื่อเป็นตัวหารเพิ่ม และ หากเราทิ้งเธอไว้เป็นคนสุดท้าย เธอคงต้องเหมารถเข้าเวียงจันทน์ไปเพียงคนเดียว  อย่าปล่อยให้หล่อนต้องเผชิญโชคชะตาแต่เพียงลำพังก็น่าจะเป็นสิ่งที่มนุษยชาติและนักท่องเที่ยวที่ดีควรพึงปฎิบัติ แต่การดำเิินินการเรื่องขอผ่านเข้าเมืองของสาวคนนี้ยังไม่เรียบร้อยและไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ พี่ญี่ปุ่นก็เหมือนจะรีบเข้าเวียงจันทน์ เลยเดินมาส่งมา Eng แบบอ้อมๆแอ้มๆว่า ไอจะยอมออก 200 บาทเอง …ไอรีบ ไปเวียงจันทร์กันได้แล้ว เมื่อเจอการยืนเงื่อนไขเช่นนี้ เราจึงจำใจต้องตัดสาวสวยคนนั้นไว้ที่นี่แต่เพียงลำพังคนเดียว..

ระหว่างนั่งอยู่ในรถ เรากับแจงเริ่มเปิดประเด็นเป็นภาษาไทยแบบไม่ต้องเกรงใจญี่ปุ่นผู้ร่วมทาง การที่เราอยากรอเพื่อนสาวอีกคนให้ร่วมเดินทางมาด้วยกันนั้นมิใช่แ่ค่เพิ่มตัวหารเท่านั้น แค่ไม่อยากทิ้งเพื่อนร่วมโลกไว้ที่นั่นคนเดียว ญี่ปุ่นซังคนนั้นเข้าใจพวกเราผิดไปเล็กน้อยแล้วหละ… คงเข้าใจว่า เราอยากจ่ายแค่คนละ 100 บาท เลยโชว์พาวเหมาส่วนต่างนั้นแทน แต่ช่างเถอะ… ประเด็นเล็กๆน้อยๆ หนุ่มญี่ปุ่นคนนี้ก็ไม่ได้น่ารักเป็นเด็กน้อยที่เราจะต้องแคร์ความรู้สึก หรือ คิดจะไปต่อด้วยกันแต่อย่างใด

การเดินทางเริ่มต้นออกจากสถานีรถไฟท่านาแล้ง มุ่งหน้าสู้นครหลวงเวียงจันทน์เรียบร้อยแล้ว…. ระหว่างก็พยายามส่งภาษาอิงกิตและภาษามือสอบถามไปยังญี่ปุ่นผู้ร่วมทางว่าต้องการไปลงที่ไหน เราจะไปสถานีรถทัวร์ เค้าจะไปตลาดเช้า… ต่างคนต่างไม่รู้จักที่ที่ต่างคนจะไป เปิดแผนที่ Lonely Planet ดูเราจะไปรู้ได้ยังไง โชเฟอร์หันมาช่วยด้วยก็ยังไม่กระจ่างแจ้ง ว่าฮีจะไปไหนกันแน่ ภาษาอิงเราก็ไม่ได้แย่แค่ฟังกันไม่รู้เรื่องเท่านั้นเอง….

ใช้เวลาเดินทางเกือบ 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงสถานีขนส่งประำจำนครหลวงเวียงจันทน์ เกือบจะเที่ยงตรง เราทำเวลไ้ด้ไ่ม่คอ่ยดีนัก เราไม่สามารถควบคุมความล่าช้าเกิดขึ้นได้แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำความเครียดหรือความกังวลมาสู่ชาวเรานัก ทริปที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามาันัก ใช้สภาวะการณ์ตรงหน้าเป็นเกณฑ์กำหนดตัวเราให้ไปต่อไปได้เรื่อยๆอยู่แล้ว  เดินไปดูตารางการเดินรถไปวังเวียงเป็นอย่างแรก รถทัวร์หวานเย็นเที่ยวต่อไปจะออกเดินทางตอน 14.00 และจะใช้เวลาในการเดินทางแบบลัลลาๆประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะรถบัสนี้จะขับขึ้นเขาลงเนินไปเรื่อยๆและจะจอดรับผู้โดยสารหรือบรรดาแม่ค้าระหว่างทางไปตลอด รถร้อนไม่มีแอร์ เราคงได้นั่งผสมลมอมฝุ่นไปตลอดทาง แหม! แค่จะเริ่มเดินทางก็ได้เดินทางแบบ Local ตามชาวบ้านชาวลาวเค้าจริงๆ

ระหว่างยืนเช็คตารางการเดินรถและซุบซิบปรึกษาหารือกับแบบเงียบสองต่อสอง มีหนุ่มลาวเดินมุ่งหน้ามาสอบถามจุดหมายปลายทางของสองสาวไทย เมือ่รู้ที่มาและที่ไปของเรา จึงแจ้งให้ทราบว่า มีรถตู้ หรือเรียกว่า รถ Van วิ่งตรงดิ่งรวดเดียวถึงวังเวียงเลยทันที ราคาคนละ 300 บาทไทย สนใจร่วมเดินทางด้วยกันไหม มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงกระบวนการเดินทางของรถทัวร์ที่เราคิดว่าจะไปว่าแตกต่างกับรถตู้สาธารณะของเค้าอย่่างไร นั่งรถ Van ใข้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เมื่อผู้โดยสารเต็มรถเราจะออกเดินทางทันทีและไม่มีแวะรับคนระหว่างทาง เราจะไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้นทันตาเห็น

เมื่อได้รับข้อมูลเช่นนี้ เราจึงตกลงเลือกไปวังเวียงด้วย รถ Van ตามข้อเสนอที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้น… แต่ได้รับข้อมูลมาว่า รถตู้เที่ยวเที่ยงตรงนั้นเต็มแล้ว เราคงต้องไปเที่ยวต่อไปประมาณบ่ายโมงตรง เราใช้เวลาระหว่างรอเดินข้ามถนนไปห้างใหญ่ฝั่งตรงข้าม หรือ ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ‘ตลาดเช้า’ ซึ่งก็เป็นห้างใหญ่ ขายของสารพัดประเภทดูคล้ายๆมาบุญครอง หรือ Platinum บ้านเรานั่นแหละ ….เราแบกเป้เข้าห้างเพื่อไปหาที่แลกเงินกีบ เริ่มต้นลงกองกลางคนละ 1500 บาทได้เงินลาวมาเป็นล้านกีบเชียว แจงรับหน้าที่หอบเงิน ควบหน้าที่เป็นคนดูแลและควบคุมการใช้เงินประจำทริปนี้ไปด้วย แบงค์ลาวหน้าตาแปลกๆมีหลายชนิดและขนาด มูลค่าของเิงินมีตั้งแต่ 1000 กีบไปจน 500000 กีบโนนเลย ขนเิงินท้องถิ่นเตรียมท่องเที่ยวกันต่อไป

อาหารมื้อแรกของวันและของทริปในลาวนี้ คือ ข้าวผัดกระเพราะ และข้าวขาหมูที่ Food Cort นั่นเอง ราคาจานละ 15,000 กีบลาว รสชาตคล้ายๆของไทยแต่ไม่เข้มข้นเท่า แต่ก็ดูไม่เป็นอาหารพื้นเมืองท้องถิ่นมากนัก มื้อแรกในลาวควรกินอาหารที่ไม่แปลกประหลาดนักก็น่าจะดี เกิดท้องไส้รับไม่ทันจะเสียหายทั้งคณะได้…

อิ่มท้องรีบมุ่งหน้ากลับไปยังจุดนัดพบก่อนบ่ายโมง เพราะก่อนจะเดินจากมากินข้าวนั้น ตัวแทนวินแจ้งมาว่า รถจะออกประมาณบ่ายโมงตรงหรือถ้าคนเต็มก่อนก็จะออกรถเลย  เราจะเสียเวลาหากพลาดรถเที่ยวนี้อีกจะยิ่งล่าช้ากันไปใหญ่ รีบเดินกลับมารอรถที่คิวก่อนดีกว่า… มาเจอคนคุมวิน บอกว่ารถจะออกตอนประมาร 13.30 รออีก 2 คนที่เพิ่งมาเข้ากำลังไปกินข้่าว ตอนนี้ได้ผู้โดยสารรวมแล้ว 6-7 คนนี้แหละ… เชิญเราไปนั่งรอในสถานีขนส่งก่อน เราไม่มีทางเลือกและไม่รู้จะเลือกอะไรอื่นๆ จำต้องไปนั่งรอโดยไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นยังงัย มันจะมาไม้ไหน เริ่มไม่ไว้ใจลาวบ้างแล้ว แต่ก็ยังนั่งรอคอยต่อไป แต่ระหว่างนั้นก็ยังจับตามองเจ้าคนคุมคิวไม่ให้คลาดสายตา ถ้ามันหายไปเราจะไปต่อยังงัย แม้จะยังไม่ได้จ่ายเงินก็ยังมีเรื่องอื่นให้ระแวงหวาดเกรงกันอยู่

สถานีขนส่งเวียงจันทน์แห่งนี้คงเป็นสถานีศูนย์รวมรถทัวร์ไปเมืองต่างๆทางเหนือของประเทศ เราจะเห็นรถบัสสายต่างๆวิ่งวนเวียนเข้ามาในสถานีแห่งนี้ตลอดเวลา แต่สภาพรถทัวร์ส่วนใหญ่มันไม่น่าจะนั่งได้เลยจริงๆ นอกจากจะแน่นแล้วยังเก่าเสื่อมโทรมยิ่งกว่ารถตู้ บขส 999 รุ่นโบราณๆของเราหลายเท่า ไม่มีแอร์ เก่าจนไม่น่าจะวิ่งไปไหนๆได้อย่างปลอดภัย เราเห็นแ่ต่ละคันที่ผ่านตามาแล้วเสียวใจจริงๆ เริ่มจะหวั่นเกรงหากเราเลือกนั่งรถทัวร์ไปวังเวียงแทนการนั่งรถ van บ้างเหมือนกัน แต่รถทัวร์เหล่านั้นคงเหมาะสำหรับเดินทางระยะทางใกล้ๆหรือเป็นรถประจำทางวิ่งรอบเมืองเวียงจันทน์นี้มากกว่า การจะเดินทางไกล 5-6 ชั่วโมงดูไม่น่าไว้วางใจนัก มันไม่ได้อันตรายต่อชีวิตเพราะมันคงไม่เกิดอุบัติเหตุ แต่มันคงเป็นสภาพแวดล้อมระหว่างการเดินทางมากกว่าที่ดูไม่น่าลอง คงต้องฝ่าฝุ่น อบอาศร้อนๆ นั่งเบียดเสียดขลุกขลักกันเกินไปนัก

สภาพความเป็นอยู่ในมุมกว้างที่เราสัมผัสได้ช่วงเวลาที่เพิ่งมาถึงเมืองเวียงจันทน์นั้น ยังต่างจากคนไทยมากมายนัก เห็นแล้วยังดีใจที่เราเกิดเป็นคนไทยและอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยจริงๆ

ระหว่างนั่งรอเวลา…เริ่มจับพฤติกรรมและหาข้อสรุปได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เค้าคงยังได้คนไม่เต็มรถและพยามยามตามหาคนไปวังเวียงเพิ่ม เดินหาคนให้ได้มากที่สุด แต่มาบอกหลอกๆเราว่าได้คนครบแล้ว จะออกแล้วไปเรื่อยๆหละ กลัวเราจะเปลี่ยนใจหรือยังไงไม่รู้ จะบอกว่าเราไม่ได้มีทางเลือกอื่นสำรองไว้หรอก มาลาวกันครั้งแรกจะไปชำนาญหรือรู้จักหนทางอะไรมากมายนัก ลูกไม้ตื้นๆคนไทยรู้ทันหรอกน่า บอกความจริวกันมาเถอะ เรารับเหตุผลได้ ใครจะอยากขับรถแบบไม่คุ้มค่าน้ำมัน บอกมาตรงๆจะได้ไม่ต้องเกร็งและกระวนกระวายกันทุกฝ่าย ซักพักมาเรียกเราเดินไปขึ้นรถซึ่งจอดอยู่นอกสถานีขนส่งไปประมาณ 400 เมตรก่อน ชี้แจงว่าไปรอในรถกอ่น รออีก 2 คนเค้าขอกินข้าวกลางวันก่อน เอ้าเข้าไป…เชิญตามสบาย เราไม่รู้จะทำยังงัยอยู่แล้วนี่ จะให้รอ ให้คอยเยี่ยงไรก็คงต้องยอมไปตามสภาพ ในที่สุดก็ออกเดินทางได้เสียที ณ เวลาเกือบจะบ่ายโมงครึ่ง ความพยายามที่จะหาผู้โดยสารเพิ่มอีกคงไม่สำเร็จจำต้องออกเดินทางไปวังเวียงด้วยผู้โดยสารแหว่งๆไม่เต็มรถเสียที การรอคอยหมดลงได้เดินทางต่อ…. วังเวียง รออยู่

เรานั่งด้านหน้า แจงนั่งริมหน้าต่างเพราะขายาวกว่า เรานั่งติดกับคนขับ ตอนแรกอยากจะงีบหลับพักผ่อนบ้าง แต่รถตุ้ hyudai คันนี้ไม่ได้ใหม่และนั่งสบายนัก แม้จะเป็นรถสภาพคอ่นข้างดีในประเทศนี้ แต่มันก็น่าจะเป็นรถมือสองจากเกาหลี และเป็นรถมือ 3 มาจากประเทศไทย กว่าจะส่งมาถึงมือโชเฟอร์ชาวลาวก็ผ่านมาไม่รู้กี่มือต่อกี่มือ คนขับชาวลาวก็ขับรถแบบไม่รีบร้อน วิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เป็นการขับรถที่เรียบร้อยและถูกต้องตามระเบียบบ้านเมือง แต่ความแปลกสำหรับสาวไทย คือ ที่ประเทศลาวจะขับรถชิดเลนส์ขวา พวกมาลัยอยู่ฝั่งซ้าย เมือนั่งรถช่วงแรกเลยค่อนข้างแปลกๆนัก ด้วยความไม่เคยชิน

บ้้านเมืองลาวและสภาพรถทำให้เราไม่อยากหลับและหลับไม่ลงนัก การเดินทางอีกตั้ง 3 ชั่วโมงจะนั่งมองวิว ชมวิถีชีวิตชนบทของชาวลาวไปเรือยๆก็ดีเหมือนกัน อุตสาห์มาเที่ยวไกลจนาดนี้ควรจะเก็บภาพต่างๆที่ผ่านหูผ่านตาไ้ว้ให้เยอะๆ จะมาหลับนอนกันทำไมเนี่ย การได้คุยกับคนขับรถคนท้องถิ่นชาวลาวขนานแท้น่าจะได้ข้อมูลตรงและได้รับรู้เรื่องราวต่างๆของประเทศลาวที่เรากำลังจะไปท่องเทียวได้มากขึ้น  เริ่มชวนคนขับรถคุยเรือ่งโน่นนี่นั่นไปเรือย แก้เซ็งกันทั้งสองฝ่าย ก่อนจะปล่อยไก่ ถามคำถามไม่ได้เรือ่งไปหลายครั้ง แจงแกล้งหลับแอบฟังเราคุยต่อยหอยไปแบบไม่ได้ความไม่ได้เรื่องอยู่นาน จนทนไม่ไหว  ต้องตื่นมาควบคุมไว้บ้าง แจงเริ่มตืนมาแจมด้วยเพราะไม่อยากจะปล่อยเราคุยเดี่ยวต่อไปไม่ไหว เดี๋ยวเราจะทำเรื่องขายหน้าประเทศต่อไป ตอนแรกเราก็ไม่รู้ตัวหรอก…ก็ีุคุยเรื่องรอบตัว เรือ่งที่อยากจะรู้ไปเรื่อยตลอดทาง จนกลับมาเมืองไทยแจงมาเล่าแจกจ่ายให้สมาชิกฟังนั่นแหละ ถึงได้รู้แจ้งเห็นจริงว่าเราคุยไม่ได้เรื่องตั้งเยอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็เรานึกว่าแจงหลับลึกจริงๆนี่

หลังจากผ่านจุดพักครึ่งทาง พวกเราเริ่มกลับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องลาวและเเรื่องเรากันต่อ เราอำกลับบ้าง โดนปล่อยมุขลาวแท้มาบ้าง เฮฮากันสนั่นรถตามประสาคนอัธยาศัยดี แรกๆก็คุยกันแบบเกร็งและเป็นทางการ หลังจากคุยกันซักพักใหญ่เริ่มสนิมสนมคุยกันถูกคอมากขึ้น เริ่มแจกมุก ปล่อยของกันใหญ่ทั้งสองฝ่าย เรารู้จักกันมากขึ้นจนอาจจะได้นั่งรถ Van ฟรีในคราวต่อไปก็ได้ คุยกันอย่างขำขันสนุกสนาน  สามคนคุยกันยกใหญ่ เฮฮาต่อเนื่องได้ไม่หยุดปาก จนโชเฟอร์เริ่มเสนอหาคู่ให้แจงอีกต่างหาก การสนทนายังดำเินินไปตลอดการเดินทาง

รถขับผ่านนครหลวงเวียงจันทน์ มุ่งหน้าไปยังวังเวียงผ่านบ้านเรือน ชุมชนชนบทหลายหมู่บ้าน ประเทศลาวยังไม่พัฒนาเท่าใดนัก มองเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างวิถีชีิวิตของคนในนครหลวงเวียงจันทน์ที่ค่อนข้างเจริญและท้ันสมัยกว่าชุมชนต่างๆที่อยู่ห่างเมืองหลวงออกมานัก  ยิ่งออกมานอกเมืองคนคล้ายต่างจังหวัดบ้าเรานั้นแหละ บ้านเรือนยังไม่พัฒนา น่าเป็นชาวบ้านหรือเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังพอสังเกตุเห็นความร่ำรวยจากบ้านหลังใหญ่ทที่ปลูกสร้างแนวเรเนซองปนหลุยส์ฝรั่งเศสมากมาย คงเป็นบ้านคหบดีเศรษฐีใหม่ที่กำลังปลูกสร้างเป็นบ้านเรือนทันสมัยทาสีส้ม หรือเขียวสดทั้งหลัง เห็นแล้วคงบ่งบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้ทันที เราเห็นบ้านหลังใหม่แนวหลุยส์สีสดในเหล่านี้หลายหลัง ดูแปลกๆและไม่เห็นจะสวยเลย (ความเห็นส่วนตัว)

พักใหญ่เริ่มจะใกล้วังเวียงมากขึ้น เราจึงหันหน้ามาคุยเรื่องเที่ยวของเรากันบ้าง…. เราเริ่มหยิบโปรแกรมฉบับคร่าวๆที่เตรียมมาออกมาดูกันอีกรอบ แจงเริ่มสังเกตุเห็นความผิดปกติ เรานับวันผิดนี่หว่า เฮ้ย! หัวชนกันคิดกันใหญ่ ยังงัย ช่วยกันนับวันให้แน่ใจอีกรอบ อีกรอบ อีกซักรอบ ยังไงกันแน่ ตอนนี้เริ่มเครียด หันหน้าคุยกันแค่สองคน ไม่ได้หันไปสนใจหรือปรึกษาเพื่อนลาวข้างๆอีกแล้ว เหมือนกำลังเข้าสู้สภาวะเครียดและึัคับขันต้องการความชัดเจนอย่างกระจ่าง เพื่อนลาวฟังภาษาไทยออกคงล่วงรุ้ถึงสถานะการณ์ที่สองเรากำลังเผชิญ เหมือนรู้ว่าพวกเราต้องการสมาธิและต้องการความเป็นส่วนตัวเพื่อตัดสินใจและวางแผนดำเนินการกันเพียงสองคนจึงไม่เข้ามายุ่งหรือมาสนใจ จริงๆเค้าอาจจะอยากช่วยหรือสามารถให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ได้ แต่ในช่วงขณะนั้นเหมือนโลกแทบหยุดหมุน เราลืมคนรอบข้างไปเีสียสนิท สมาธิและจิตใจจดจ่อแต่เรื่องเรื่องโปรแกรมตรงหน้าขณะนั้นเท่านั้น

เป็นอันว่าตั้งแต่รู้ว่า เรานับวันผิด แจงพยายามนับวันที่เราต้องนอนที่ลาวไปทีละคืนช้าๆ พยายามช่วยกันรอบคอบให้แน่ใจมากที่สุด แต่ยังสับสนจนกระทั่งรถขับมาส่งถึงวังเวียง… ลงจากรถเดินเข้าไปติดต่อที่พัก แต่เรายังไม่สบายใจ ขอนั่งตรวจสอบกันอีกรอบ กานับนิ้วอาจยังไม่ชัดเจน จึงหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนกันให้เห้นซึ่งๆหน้ากันไปเลยว่า ค่ำนี้ต้องนอนไหน ค่ำต่อไปนอนไหน คืนต่อไปอยู่ที่ไหน เอาให้ชัดเจนและจะจะกระจ่างกันที่สุด

เป็นอันสรุปว่า… เรานับวันผิด เขียนโปรแกรมมาผิด

จากที่คิดว่าจะนอนที่วังเวียงคืนนี้ก่อน แล้วค่อยเคลือนย้ายไปนอนที่หลวงพระบางพรุ่งนี้เย็นๆ เพื่อไปนอนที่หลวงพระบางต่อ 2 คืน แล้วขากลับมุ่งหน้าตรงดิ่งไปเวียงจันทน์เลยนั้นไม่สามารถทำได้ แผนผิด เราทำผิดแผน

เนื่องจากระยะทางหลวงพระบาง-เวียงจันทน์ไกลมาก ตารางเดินรถ Van และเที่ยวรถไฟขากลับจากท่านาแล้งและรถไฟกลับกรุงเทพฯเป็นตัวแปรกำหนดชีวิต เราต้องจัดการตารางให้เหมาะกับตารางเวลารถ van และรถไฟที่ไม่สามารถเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงได้ หากคืนนี้เรานอนที่วังเวียง 1 คืน แล้วไปหลวงพระบางตอนเย็นตามโปรแกรมเก่า เราจะนอนที่หลวงพระบางได้แค่ 1 คืนเท่านั้น … หากจะอยากนอนหลวงพระบาง 2 คืนเราต้องไปหลวงพระบางกันตั้งแต่เย็นวันนี้ แล้วค่อยวนกลับมานอนที่วังเวียงคืนหนึ่งก่อนกลับได้

ต้องตัดสินใจ เพราะการจะไปหลวงพระบางคืนนี้ เราจะต้องเดินทางต่ออีก 6-7 ชั่วโมง ซึ่งพวกเราก็ค่อนข้่างจะเหนื่อยและเพลียกับการเดินทางที่ผ่านมามากแล้ว แต่หากเราพักนอนที่นี่คืนนี้ มีอีกทางเลือกขึ้นมาที่ทำให้เรานอนหลวงพระบาง 2 คืนได้ คือ เราก็ต้องออกจากวังเวียงพรุ่งนี้เช้าแทน และก็จะำได้นอนหลวงพระบาง 2 คืน แต่การเปลี่ยนมาเดินทางตอนกลางวันแทนก็จะผิดโปรแกรมอีกเพราะเราควรจะเดินทางไปหลวงพระบางตอนกลางคืนมากกว่า การเดินทางไปหลวงพระบางตอนเช้าทำให้เราเสียเวลาเที่ยวหลวงพระบางไปอีก 1 เต็มเพราะกว่าจะหลวงพระบางก็เย็นแล้ว เสียเวลา 1 วันเต็มไปกับการเดินทางแทน หากจะเดินทางเย็นๆวันรุ่งขึ้น เราก็จะได้นอนหลวงพระบางแค่คืนเดียว ได้เที่ยวหลวงพระบางน้อยเกินไปป่าว…

ถึงเวลาต้องตัดสินใจ จะมุ่งหน้าไปเลยแบบไม่ยอมพัก เหนื่อยรวดเดียวไปเลย เหรือจะพอแค่นี้ นอนพักให้หายเหนื่อยที่นี่ไปเถอะ ผิดแผนไปแล้วค่่อยหาโอกาสมาแก้ตัวใหม่คราวหน้า

แต่เมื่อก้มหน้าปรึกษากัน…หลวงพระบางเป็น Highlight สำหรับทริปนี้  เลือกเหนื่อยรวดเดียว หารถมุ่งหน้าไปหลวงพระบางกันเลยดีกว่า…เอาหละ สรุปได้เป็นเอกฉันท์ เปลี่ยนแผนจากการโรงแรมนอนเป็นเดินไปตาม ร้าน Agent ต่างๆรอบๆเมืองวังเวียง เดินดูเที่ยวรถต่างๆที่จะสามารถไปหลวงพระบางในคืนนี้ให้ได้

เราขอรับผิดเอง เพื่อนต้องเหนื่อยมากขึ้นเพราะความไม่รอบคอบของเราคนเดียว  เดินทางไกลกว่าจะถึงวังเวียง แต่ดันอยู่ที่นี่แบบไร้หัวใจ ต้องเลือกและหาทางไปต่อท่ามกลางความเหนื่อยและเพลีย

แต่มีอีกผลหนึ่งที่พวกเราเลือกไปหลวงพระบางแทนที่จะนอนที่วังเวียงกัน ก็คือ สภาพเมืองวังเวียง ภาพรวมของนักท่องเที่ยวที่สัมผัสเมื่อไปเดินอยู่ในวังเวียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนั้นไม่น่าพิศมัยเท่าใด ดูเหมือนเป็นเมืองท่องเที่ยว มีบริษัททัวร์เต็มไปหมด Guesthouse ราคาไม่แพงทั้งถนนให้เดินเลือก นักท่องเที่ยวฝรั่งก็มีแต่พวกท่าทางเสเพล กินเหล้าเบียร์ เดินเที่ยวเรี่ยราดเหมือนนักท่องเที่ยวที่พัทยา หรือ ถนนข้าวสาร ภาพการท่องเที่ยวของวังเวียงภาพรวมทำให้เราไม่ค่อยชอบใจนัก แม้จะไม่รู้ว่าที่หลวงพระบางจะมีสภาำพแวดล้อมการทอ่งเที่ยวเป็นเช่นไร จะเหมือนที่วังเวียง หรือจะสงบเงียบเป็นธรรมชาติแบบที่เราชอบก็ไม่รู้…. แต่ขอไปเสี่ยงข้างหน้าดีกว่า อยู่้ที่ๆนี่ก็ไม่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวบ้านเรานัก

ปัจจัยเรื่องสภาพแวดล้อมและบรรยากาศโดยรวมของวังเวียงช่วยให้เราตัดสินเลือกไปหลวงพระบางกันในค่ำคืนนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะประเทศลาวที่เกิดขึ้นในใจของเราก่อนออกเดินทางมาเที่ยวมิใช่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีสันและความรื่นเริงเช่นนี้ เราหลับตาและวาดฝันเห็นเมืองลาวที่สงบเงียบและเป็นธรรมชาติแบบที่ได้ผ่านตามาบ้างระหว่างการเดินทาง แต่เมื่อมายืนอยู่ที่วังเวียงสิ่งที่พบเจอ มันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ …. จึงไม่ควรที่จะหยุดอยู่ที่ตรงนี้ ไปลุ้นต่อที่หลวงพระบางคืนนี้เลยดีกว่า ซึ่งเมื่อเราปรับแผนเปลี่ยนโปรแกรมไปตามนั้น เรายังจะมีโอกาสกลับมานอนวังเวียงอีกครั้งในอีก 3 วันข้างหน้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เรามีเวลามองวังเวียงในอีกช่วงเวลาหรืออีกมุมมองหนึ่ง เมืื่่อไม่อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก หรือ ไม่ได้อยู่ในช่วงคับขันที่ต้องตัดสินใจ เรามีเวลาให้กับวังเวียงมากขึ้นและเข้าโหมดจิตใจเป็นปกติ เราค่อยสำรวจวังเวียงแล้วค่อยประเมินเมืองนี้กันอีกครั้ง

เดินเท้าแบกเป้ใบใหญ่ดูป้ายแสดงตารางรถประเภทต่างๆตามบริษัททัวร์ตลอดสองข้างทาง ได้ข้อมูลว่า จากวังเวียงมีรถหลายประเภทหลายเวลาที่จะเดินทางจากที่นี่ไปหลวงพระบาง ไม่ว่าจะรถ Bus , Bus VIP , Van เราเน้นเที่ยวรถที่จะออกเดินทางคืนนี้แล้วให้ไปถึงหลวงพระบางเช้าวันรุ่งขึ้น…ซึ่งจะเหมาะสมและดีที่สุด คือเราไปถึงหลวงพระบาง โดยไม่ต้องจ่ายค่าโรงแรมคืนนี้ คือนอนหลับมันในรถนั้นแหละ.. มี VIP Bus ที่จะออกจากวังเวียงประมาณ 4 ทุ่มซึ่งจะไปถึงหลวงพระบางเช้าๆพอดี…น่าสนใจ แต่สอบถามคนขายกลับไม่ได้รับความสนใจ สงสัยอยากจะขายแต่ฝรั่งมั๊ง

พวกเราเริ่มหงุดหงิดกับพวก Agent ห้องแถวเหล่านี้จึงเดินหาไปเรื่อยๆก็ยังไม่คืบหน้า หลายๆร้านมีแต่ป้ายติดเวลาออกรถทัวร์ แ่ต่ไม่สามารถตามหาเจ้าหน้าที่หรือคนขายมาให้สอบถาม หรือ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย… เมื่อทำอะไรไม่ได้ เราจึงตัดสินใจ โบก Skylab พาเราไปส่งที่บขส.วังเวียงเลยดีกว่า ไปที่โน่นโดยตรงน่าจะหาข้อมูล หรือ สอบถามตารางเดินรถได้แน่นอน

เริ่มแรกว่าจะเดินไปสถานีขนส่งเอง เพราะสอบถามจากคนชาวบ้านแถวๆนั้น รู้ระยะทางว่า บขส.ห่างไปประมาณ 1 กม.เท่านั้น หลังตัดสินใจเลือกไปบขส. เราก็เดินตามๆกันไปได้ซักพัก ผลจากการเดินทางต่อเนื่องมาเกือบ 20 ชั่วโมงโดยแทบจะไม่ได้พักเป็นเรื่องเป็นราวและเป้กระเป๋าที่หนักไหล่และหลังมาก จนเหมือนเราเิริ่มอ่อนแรงและหมดกำลังเดินต่อ ตัดสินใจไปโบกสองแถวที่คนแถวนี้เรียกว่า Skylab ไปกันดีกว่า หลังจากโบกรถ ปกติค่าโดยสารคนละ 10000 กีบ แต่เราต่อรองไปสองคน 15000 ตกลงราคาด้วยความพอใจทั้งสองฝ่าย… รีบกระโดดขึ้นหลังรถไปกันต่อได้เลย เฮ้อ! ขอบอกว่าระยะทางไกลมาก มากกว่า 1 กิโล แม้หากเรานอนพักมาเต็มที่ ฟิตๆ และไม่สัมภาระต้องแบกก็เดินไปไม่ไหวหรอก ไกลโคตรๆๆๆ เราตัดสินใจถููกแล้วที่ไม่เดินไปกันเอง…. คงหมดลมก่อนถึงแน่

มาถึงสถานีขนส่่งวังเวียง มีรถ Van ไปหลวงพระบางเที่ยวสุดท้ายพอดี จะออกจากวังเวียงประมาณ 2 ทุ่ม ค่าโดยสารคนละ 100,000 กีบ แม้ดูเวลาแล้วเราจะไปถึงหลวงพระบางประมาณตีสอง แต่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด จำต้องเสียค่าโรงแรมที่หลวงพระบางเพิ่มเป็น 3 คืนก็ต้องยอมด้วยความทางเลือกที่จำกัด…. คนขับรถ Van ที่จะไปส่งเราที่หลวงพระบาง รับปากว่าจะพาเราไปหาโรงแรม หรือ Guesthouse ได้ทุกระัดับความพอใจ เราแจ้งไปว่าเอาแถวๆไปรษณีย์ หรือ ใกล้ร้าน Joma ซึ่งเป็น Guesthouse ราคาถูกประมาณคืนละ 300-500 บาท เมื่อข้อเสนอได้รับการตอบสนองด้วยหลักการพึ่งพาอาศัยกันและกัน เค้าพาเราไปหาที่นอนสำหรับคืนนี้ด้วยก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะหางให้เราไปถึงหลวงพระบางตีสองแล้วต้องแบกเป้เดินหา guesthouse เองอีกก็คงตัดสินใจลำบากมากขึ้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างลงตัวเรียบร้อย การเดินทางไปหลวงพระบางก็ดูไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรมีแต่เราต้องทนเหนื่อยกันต่ออีก 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่หากเรามีเงินแล้วเลือกนั่งเครื่องบินไปหลวงพระบางได้เลย คงแสนสบายแต่ก็หาได้มีประสบการณ์แปลกๆที่น่าจดจำและน่าโจษจัน ที่สามารถนำกลับมาประจานและเตือนใจเราได้อีกนานแสนนานเช่นครั้งนี้

มีเวลารถออกอีกเกือบ 2 ชั่วโมง เราตัดสินใจรออยู่ที่สถานีรถไฟที่นี่แหละ การจะกลับเข้าไปเที่ยวที่วังเวียงอีกครั้งไม่กลับมาในความคิดแม้แต่น้อย  ข้ามถนนไปหาข้่่าวเย็นกินที่ร้านอาหารตามสั่งฝั่งตรงข้ามบขส.พักเหนื่อยและรองท้องกันให้เต็มที่ก่อนต้องเดินทางยาวและไกลกันอีกครั้งดีกว่า

อาหารเย็นวันนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวลาวที่น้ำซุปอร่อยมาก เส้นเป้นวุ้นเส้นคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวหมุและข้าวผัดไข่ดาวอีกจาน กินจนอิ่มแปร้เตรียมร่างกายให้พร้อมอีกรอบ ระยะข้างหน้ายังอีกห่างไกล… ไว้นอนพักกันระหว่างเดินทางแล้วกัน

การมาอยู่เมืองลาวเกือบวัน ยังไม่รู้สึกว่าจากบ้านห่างเมืองไทยเท่าไหร่นัก นอกจากตัวหนังสือที่เห็นและภาษาพูดเท่านั้นที่ทำให้รับรู้ได้ว่าเราอยู่นอกประเทศ นอกนั้นไม่ต่างจากเมืองไทย ทีวีที่นี่ก็รับดาวเทียมาจากเมืองไทย ดูช่อง 3 5 7 9 เหมือนอยู่บ้านเราไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งตอนกินข้าวอยู่ๆก็ได้ยินเพลงชาติไทยดังลั่น ตอนแรกเฉยๆคิดว่าอยู่เมืองไทย จนแจงร้องทัก เฮ้ย! อยู่ประเทศลาวได้ยินเพลงชาติไทยด้วย ซึ้งวะ

ระหว่างรอเวลาอยู่ที่สถานี บขส ..คนขับรถไปหลวงพระบางก็เดินมาคุยสร้างความคุ้นเคยและลดความเซ็งในการรอคอยไปในตัว คนนี้คุยเก่งและเหมือนจะขี้โม้โอเวอร์กว่าคนก่อนมากนัก พยายามจะขาย One day Tour ให้เราเหมารถเค้าเที่ยวในหลวงพระบางวันรุ่งขึ้นต่ออีก เรายังไม่อยากจะคิดถึงชีวิตในวันรุ่งขึ้น ไม่รู้สภาพร่างกายจะเป็นเยี่ยงไร แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าพรุ่งนี้คงตื่นกันสายจนเกือบบ่ายโน่น การจะไปเที่ยวทัวร์รอบเมืองทั้งวันคงไม่มีทางเกิดขึ้นได้แ่น่ จึงเล่าเรื่องให้คนขับไปตามนี้ โดยต่อยอดไม่ตัดสัมพันธ์ต่อกันไปว่า หากจะเช่าคงเป็นอีกวันหนึ่งมากกว่า ขอนามบัตรและต่อรองราคากันไ้ว้ล่วงหน้าเล็กน้อย ไว้เมื่อถึงเวลาค่อยว่ากันอีกที เรืองพรุ่งนี้และวันต่อไป ณ ขณะนี้ไม่สามารถกำหนดได้

ก็เข้าใจคนทำมาหากิน ช่วงนี้ไม่ใ่ช่ช่วงท่องเที่ยว จะเรียกว่าเป็น Low Season อยู่ในหน้าฝนของหลวงพระบางเลยก็ว่าได้ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันน้อยมาก อำนาจต่อรองเลยอยู่ในมือเรามากกว่า… บรรดารถตู้คงอยากได้เหมาทัวร์เที่ยวในหลวงพระบางมากกว่าการขับรถไกลๆมาส่งคนที่วังเวียง การเที่ยวนอกเทศกาลแบบนี้ก็ดี ชอบแบบนี้ไม่ต้องแย่งกันกับใคร เที่ยวตามใจแบบมีสิทธิ์เลือกได้นี่แหละ

สองทุ่ม สมาชิกมาพร้อมหน้าตามนัดหมาย มีฝรั่ง 2 คน และคนไทยสามแม่ลูก เราแอบยิ้มเล็กยิ้มน้อย เมื่อรู้ว่าสามแม่ลูกที่เดินทางมาจากอุบลที่ตอนแรกคิดจะนอนวังเวียงก่อน 1 คืนแล้วเมื่อเห็นสภาพเมืองแล้วเปลี่ยนใจมุ่งหน้าไปหลวงพระบางกันเลย เหตุผลต่างกับเราแต่กลับมาร่วมเดินทางไกลด้วยกัน อุ่นใจเมื่อเจอคนไทยร่วมเดินทางด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราแอบยิ้มคืน สามแม่ลูกจ่ายค่ารถ Van กับ Agent ที่วังเวียงไปคนละ 140,000 กีบ สิ่งๆเล็กๆน้อยที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกดีขึ้นครั้งหนึ่งของวัน คือ เราไม่โดนเอาเปรียบ 555

การเดินทางกลางดึกเริ่มต้นขึ้น สองข้างทางมืดมาก นอกจากไฟจากหน้ารถที่ส่องเห็นทางด้านหน้าระยะไม่ไกลไม่ใกล้นัก เราก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย โดยเฉพาะข้างทางมืดและเงียบสงัด คนขับรถขับชำนาญทางแม้จะดูท่าทางเหมือนง่วงนอนพอควร แต่เราก็ยังต้องไว้วางใจคนๆนี้กันต่อไป …. การเดินทางเหมือนคดเคี้ยวมาก แต่เรามองไม่เห็นหรอกว่าสองข้างทางเป็นอะไร มองออกไปเห็นแต่ความมืดเพียงเท่านั้น ตอนนี้ร่างกายเริ่มหมดแรง สภาพร่างกายอ่อนล้าเหลือเกิน ขอสวดมนต์อวยพรให้ตัวเองเดินทางได้อย่างปลอดภัยแล้วนอนหลับพักร่างดีกว่า ไม่ไหวแล้ว

ถึงหลวงพระบางอย่างปลอดภัยเกือบตีสาม คนขับพาเราไปส่ง Guesthouse แห่งหนึ่งตามสัญญา ลงไปสอบถามได้ค่าเ่ช่าเหมา 3 คืน 300,000 บาท ในยามนั้นร่างกายทั้่งเหนื่อยทั้งเพลีย และดึกเกินกว่าจะอยากไปเลือกหาที่พักที่อื่นๆ จึงตัดสินใจนอนที่นี่ในคืนนี้ไปก่อนอย่างไม่มีทางเลือกและไม่อยากจะเลือกอีกแล้ว เหนื่อยจนตัวจะขาด หน้าเหนียวตัวจะเน่าเพราะหมักหมมมาเกือบจะ 2 วันเต็ม ร่างแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง อยากนอนราบกลับพื้นแทบขาดใจ

หากนับเวลาที่รถไฟออกจากหัวลำโพง เราเดินทางทั้งสิ้นเกือบ 30 ชั่วโมงเต็ม แม้จะนอนมาบนรถไฟแต่ก็ใชจะหลับสนิทและสบายนัก พอมาเจอการเดินทางด้วยรถ Van ต่ออีกรวมเวลาอีกเกือบ 20 ชั่วโมง แม่งอึดโพด รีบอาบน้ำแล้วล้มตัวนอนกันเถอะ….พรุ่งนี้ตื่นตอนไหนค่อยมาว่ากันต่อ

ได้ ‘ราตรีสวัสดิ์’ หลังจาก กล่าว ‘ส-บ-า-ย-ดี-หลวงพระ’บางไม่กี่นาที

Advertisements