ลืมตาตื่นได้ก็เกือบสิบเอ็ดโมงเช้า…. ตื่นงัวเงียท่ามกลางสายฝนที่ตกพรำๆัตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มองออกไปนอกหน้าต่างมองไม่เห็นเม็ดฝนหนักได้ยินเสียงฝนตกกระทบพื้นเบาๆ อากาศเหมาะสำหรับการหลับนอนมาเกินไปหรือเปล่า ใจหนึ่งก็อยากจะนอนหลับต่อให้สบายตามจสายฝน แต่นอนหลับตาคิดอีกทีฝนเหลวงพระบางคงเหมือนฝนที่กรุงเทพฯ แต่การได้เที่ยวหลวงพระบางไม่ได้มีโอกาสบ่อย สละการนอนหลับสบายๆเตรียมร่างกายออกไปเที่ยวท่องให้สมใจอยากดีกว่า

เมื่อคืนเราต่างสลบไสลทางใครทางมัน เราน่าจะตื่นก่อนแจงรีบลุกไปอาบน้ำ ร่างกายที่คิดว่ายังเหนื่อยสะสมนั้นถูกลืมไปทันทีเม อใจที่เริ่มเต้นเพราะอยากจะออกไปสำเรวจหลวงพระบางยามสายๆเสียแล้ว เที่ยวให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยกบับไปพักต่อที่กรุงเทพฯหละกัน

ก่อนออกเดินทาง…เรายังไม่รู้เรื่องลาวและเรื่องถนนหนทางอะไรใดๆ แผนที่เที่ยวรอบเมืองอะไรใดๆก็ยังไม่มี การสำรวจหลวงพระบางคงต้องลงไปเริ่มต้นด้วยการสอบถามหรือตามหาแผนที่จาก information ข้างล่างเป็นอย่างแรก หลังคุยกันพอหอมปากหอมคอ เราก็ได้แผนที่รอบๆเมอืงหลวงพระบางฉบับย่อเป็นกระดาษ A4 ถ่ายเอกสารขาว-ดำมา 1 แผ่น

เมืองหลวงพระบางเล็กแค่นี้เองเหรอ แผนที่โดยสังเขปแ่ค่หยิบมือเดียวเอง แสดงว่า City Tour รอบเมืองนี้คงไม่ยากลำบาก เดินด้วยสองขาคงไม่เหนื่อยยากจนเิกินกำลง การเช่าจักรยานขี่เที่ยวรอบเมืองก็เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ แต่วันนี้ขอลองสำรวจเบื้องต้นกันก่อนแล้วค่อยคิดการใดๆต่อไป เริ่มจับทิศ จับต้นชนปลาย ว่าเราจะเริ่มไปที่ไหนกันก่อนดี ตอนนี้หลวงพระบางสายแล้ว แดดเริ่มส่ิงแสงรำไรหลังฝนเพิ่งหยุดตก แต่ทำไมชีวิตเรายังอึมครึมจะไปไหนกันต่อดี

ไป Survey กันด้วยตัวเอง ออกไปมองหลวงพระบางให้เต็มตาสองตา แล้วจะคิดการอย่างไรต่อค่อยปรีกษากันตรงนั้น

ณ เวลานี้น่าจะเริ่มต้นด้วยการไปหาอะไรกินต้อนรับวันใหม่กันก่อนดีกว่า ดูจากแผนที่เราน่าจะลองไปจุดที่เราคุ้นเคยที่สุด คือ แถวหน้าไปรษณีย์ หรือ ย่านร้าน Joma ซึ่งเป็นร้านขายอาหารเช้าและกาแฟแบบฝรั่งที่ใครๆเมื่อมาถึงหลวงพระบางมักจะเข้าไปชิมชา กาแฟ หรืออาหารเช้าร้านดังร้านนี้ แต่เราคงใช้ร้านนี้เป็นจุดสังเกตุในแผนที่เพื่อปักหมุดเวลาจะไปเที่ยวจุดอื่นๆต่อไป ไม่ได้มีเจตนาไปนั่งจิบชา กิน Breakfast หรูหราแต่อย่างไร แต่ก็อยากจะไปเห็นร้าน BF ชื่อดังของเมืองนี้ด้วยอยู่เหมือนกัน

เมื่อดูแผนที่จนแน่ใจ… เราสองคนก็เริ่มออกเดินเท้าสำรวจเมืองหลวงพระบางไปตามทางที่เราเลือก แต่แค่เริ่มต้นเราก็ผิดทิศกันเสียแล้ว ดูแผนที่ผิดทิศ เราเดินมาคนละทางกับสถานที่ที่เราต้องการจะไป กว่าจะรู้ตัวก็เดินออกนอกเส้นทาไปไกลพอควร….เดินเรื่อยเปื่อยออกจากซอย ข้ามถนนใหญ่เตินตามทางเท้าจนมาถึง Dala market ซึ่งเป็นที่ขายของที่ระลึก เสื้อผ้าแม่หญิงลาวต่างๆ ลักษณะคล้าย Night Bazzar นั่นแหละ เราลองเดินดูรอบๆถนนแถวนั้น เผื่อจะมีร้านขายอาหารน่าตาน่ากินให้แวะเยี่ยมเยียนกันซักหน่อย แต่ก็ยังไม่พบเจอร้านสะดุดตา จะแวะเข้าไปถามร้านขายข้าอร่อยๆจากคนท้องถิ่นแถวๆนั้นก็ยังไม่กล้านัก เดินหาทางไปแถวย่าน Joma กันต่อดีกว่า แถวย่านนั้นเป็นศูนยรวมGuesthouse ป็นที่พักอาศัยที่บรรดานักท่องเที่ยว backpack ผู้มีในรักการท่องเที่ยวแต่มีรายได้น้อย มักจะไปจับจองที่พักแถวๆนี้กัน ดังนั้น แถวๆนั้นคงม่ีร้านอาหารอร่อยๆ ราคาสมราคาและฐานะเราตั้งอยู่บ้าง

ต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิน หรือ หาเส้นทางใหม่ที่เพื่อจะไปร้าน Joma ใหม่อีกครั้ง เริ่มโทษแผนที่ฉบับ A4 ว่ามันคงไม่ค่อยละเอียดเท่าใดนักทำให้เราหลวงทาง เราเพิ่งเดินกันเองครั้งแรกมันลำบากเกินไปจุดสังเกตุต่างๆมันยังอยากสำหรับการจดจำและค้นหา จึงเริ่มกลยุทธ์ไปเดินหา Free Map จากพวกบริษัททัวร์แถวนี้ๆดีกว่า เดินเข้าร้านขายทัวร์ร้านหนึ่งใน Dala market เปิดประตูไปทักทาย สบายดีไหมกันเล็กน้อย … หนุ่มลาวออกมาต้อนรับ ทำเอาตกตะลึงในความละอ่อนน่ารักในทันใด เรายื่นความประสงค์เรื่องตามหา Free Map ที่นี่มีแจงบ้างไหม แต่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่หลวงพระบาง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวแต่กลับไม่มีแแผนที่แผ่นพับแจกตามร้านต่างๆ (จริงๆแล้ว…เมืองนี้เล็กมาก แผนที่ไม่จำเป็นหรอก แค่ A4 ที่มีในมือก็เพียงพอแล้ว) คุณน้องไกด์ลาวหน้าใสก็ไม่ทำให้สาวไทยต้องผิดหวัง นอกจากหน้าตาดีแล้วยังน้ำใจงามหลาย ทำท่านึกขึ้นมาได้ว่ามีสิ่งใดซักอย่างทดแทนกันได้ ก้มหน้าค้นหาในตู้เอกสารพักหนึ่ง ก็หยิบ Guide Book : Destination LAO 2010 Free Copy ออกมาให้พวกเรา 1 เล่ม โอ๊ย! คนลาวสร้างความประทับใจพวกเราเหลือเกิน นอกจากจะได้แผนที่(บังหน้า)ตามที่ต้องการ ยังเปิดโอกาสให้พวกเราได้เจอของดีๆ คิดการณ์เพ้อเจ้อกันไปใหญ่ว่าเราจะเชิญคุณน้องเค้ามากินข้ากลางวันด้วยกัน หรือ หาทางให้น้องเค้าช่วยมาเป็นไกด์ให้พวกเราตลอดเวลาที่อยู่หลวงพระบางก็น่าสนใจนะ เพิ่มความกระชุ่มกระช่วย… ลองหาเรื่องคุยโดยการให้หน่มลาวแนะนำร้านอาหารอร่อยให้เราสองคนหน่อย แต่คุณน้องกลับช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ไม่รู้จะแนะนำพวกเรายังไง เพราะเค้าก็เพิ่งมาอยู่ที่หลวงพระได้ไม่นานนัก หรือพวกเราออกแสดงออกนอกหน้ามาเกินงามจนเด็กจับสังเกตุได้ก็ไม่รู้  (หลังจากจบ trip แจงโหวตให้น้องไกด์เมืองหลวงพระบางคนนี้ เป็นอันดับ 1 ฝรั่งต่างชาติที่เคยเป็น target ตกกระป๋องหมด)

เมื่อได้แผนที่เป็นรูปเป็นเล่มพร้อมรายละเอียดสถานที่ครบครันที่คิดว่าเพียงพอสำหรับการท่องเทีียวทั่วเมืองหลวงพระบางเรียบร้อย พวกเราก็เดินทางถูกทิศมากขึ้น เดินไปคุยกันไปชมเมืองหลวงพระบางกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้าน Joma Bakery จนได้  ลองเดินเข้าซอยติดกันซึ่งเป็นศุนย์รวม Guesthouse ต่างๆมากมาย ขอเข้าไปสำรวจ และ เช็คราคา Guesthouse แถวนี้เปรียบเทียบกับอันที่เรานอนเมื่อคืนนี้ เผื่ออจะตัดสินใจโยกย้ายกระเป๋ามานอนรวมกับนักท่องเที่ยวเหล่านี้กันบ้าง แต่เมื่อเดินเที่ยวตลอดทั้งซอย Guesthouse ย่านนี้ก็มีหลายราคา ถ้าเอาราคาส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ 250-350 บาทซึ่งไม่แตกต่างจากที่เราพักเมื่อคืนเท่าไหร่นัก มีแอร์ ตู้เย็น Wifi Cabke TV อะไรต่างๆนาๆเพียบพร้อมไม่แตกต่างกัน แต่พวกเราพิจารณาถึงสภาพแวดล้อม  ย่านนี้ก็ไม่ได้แออัด หรือ ดูไม่น่าพักเท่าไหร่ ดูปลอดภัยน่าอยู่ทีเดียว เพียงแต่พวกเราเกรงว่าย่านนี้น่าจะพลุกพล่านและคนเยอะกว่าซอยที่เราอยู่พอสมควร น่าจะมีฝรั่ง backpack เข้ามาสอบถามเรื่องที่พักตลอดเวลา  ซอยที่เราอยู่นั้นอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเองและดูน่าจะสงบเงียบเหมาะแก่การพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว ตอนกลางวันพวกเราคงไม่ได้มานั่งๆนอนอยู่ในห้องพัก พวกเราคงออกไปตะเวนท่องเที่ยวเรื่อยไปกว่าจะกลับเข้าห้องก็คงดึกดื่น ห้องพัก Guesthouse สำหรับคงน่าจะเป็นที่สำหรับไว้นอนมากกว่าจะใช้ประโยขน์อื่นใด เมื่อเปรียบเทียบหลายๆปัจจัยพวกเราเลยเลือกพักที่เดิม ขี้เกียจขนย้ายกระเป๋าเป้ด้วย

เริ่มอยากหาร้านกินข้าวกันดีกว่าว เดินเรื่อยๆไปจนถึงริมแม่น้ำโขง อากาศแถวนี้กำลังเย็นสบายไม่มีแดด ยังไม่มีเคล้าฝน  เลือกร้านริมน้ำร้านหนึ่งที่ค่อนข้างเงียบมีลูกค้ากินอยู่ก่อนแค่ 1-2 โต๊ะ มาลาวเราก็คิดถึงส้มตำ ข้าวเหนียวไก่ย่าง ขึ้นมาทันที… สั่งเมนูพื้นเมืองไปทันใดแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ระหว่างรอก็นั่งชมวิวแม่น้ำโขงข้างตัวพักผ่อนกายาท่ามกลางอากาศทีแสนเย็นสบาย ลมเย็นพัดจากแม่น้ำกว้างมาสัมผัสตัว นั่งอยู่ตรงนี้มองเห็นเรือรำใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นเรือนอนที่วิ่งมาจากปากเซจอดรอการเดินทางอยู่ริมตลิ่งหลายลำ  เรานั่งมองข้ามแม่น้ำไปถึงฝั่งตรงข้าม นั่งมองตามกระแสน้ำไปจนสุดสายตา มีเรือข้ามฟากนำพาผู้คนจากฝั่งหนึ่งไปสู่อีกฝั่งหนึ่งตลอดเวลา อยากจะลองนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงแบบนี้เล่นๆดูบ้างเหมือนกันนะ เรานั่งจนเพลิน เริ่มลืมหิว ลืมความเหนื่อยจากการเดินทางอย่างมาราธอนเมื่อนคืนวานได้เกือบหมด

ภาพหลวงพระบางในมิติแบบนี้แหละ คือ สิ่งที่เราต้องการ ชอบธรรมชาติมากกว่าแสงสี อยากอยู่แบบสงบเงียบๆดีกว่าครึกคักเฮฮาดังลั่น ณ ที่แห่งนี้ เราใช้ชีวิตแบบเนิบช้าได้ตามใจ เวลาที่หลวงพระบางจะเดินช้ากว่าที่อื่นๆบนนี้หรือเปล่านะ

หลวงพระบางเปิดตัวกับเราด้วยความประทับ เราเลือกถูกที่จากวังเวียงมาที่นี่….

นั่งคุยกันข้างแม่น้ำ แล้วก็เริ่มคุยย้อนเรื่องเก่าไปถึงทริปแกว่งขาริมโขงสมัยที่เราไปเที่ยวอุบล – ผาแต้มกันเมื่อหลายก่อน … ทริปนั้นเราก็ได้ใกล้ชิดแม่น้ำโขง แต่น้ำโขงที่นั้นไม่สวยเท่าที่หลวงพระบางตอนนี้ หรือ ตอนที่เราไปเชียงคานก็ไปนอนห่างแม่น้ำโขงไม่กี่ก้าว แม่น้ำโขงจากฝั่งบ้านเรานั้นกว้างใหญ่แต่น้ำกลับแห้่งเหือดไม่เต็มตลิ่งสวยงานเท่าวันนี้อีกเช่นกัน ครั้งนี้จึงเป็นการเที่ยวติดน้ำโขงที่น่าประทับใจไม่น้อยกว่าครั้งใด

ตอนแรกเข้าใจว่า…ฝั่งตรงข้ามเป็นดินแดนประเทศไทย แต่จริงไไม่ใช้ยังเป็นจังหวัดหนึ่งของเมืองลาว

นั่งเรียกน้ำย่อยข้ามริมน้ำโขงไม่นานนัก ส้มตาหน้าตาแปลกๆก็มาเสิร์ฟ โอ้ว+ ส้มตำลาว มะละกอเป็นแผ่นเส้นใหญ่ไม่ใช่เฉาะสับๆมาเหมือนที่เราเคยกิน ไม่มีส่วนประกอบอื่นรกรุงรังมีแค่ เส้นมะละกอ มะเขือเทศ และลุกเหลืองแค่นั้น แจงบอกว่า..เราสั่งแบบใส่กะปิมาทดลองเพราะเลือกไม่ใส่ปลาร้า แต่พอเห้นหน้าตาตอนแรกคิดว่า มันแปลกว่ะ… แต่พอกินคำแรกเท่านั้นแหละ อร่อยสุดยอด รสชาตนัวมาก อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาจริงๆ รสชาติบรรยายไม่ถูก แตกต่างกว่าร้านส้มตำที่เชียงคานที่ยังครองตำแหน่งที่ 1 ในใจเราเสมอเหมือนกัน แต่มันเป็นความแตกต่างที่เปรียเทียบกันไม่ได้ สูตรใครก็สูตรมันทำนองนั้น อันนี้มันอร่อยนัวกะปิสูตรลาวหลวงพระบาง แม้จะค่อนข้างเผ็ดแต่ยกนิ้วให้ร้อยๆครั้งๆ กินไปก็ชมความอร่อยไปไม่หยุดปาก กินพร้อมกับไก่ย่างแห้งๆและข้าวเหนี่ยว 1 กระติ๊บ อิ่มอร่อยสมกับที่รอคอ และ เป็นไปตามความคาดหมายที่มาถึงหลวงพระบางต้องกินส้มตำท้องถิ่นให้ได้…

ได้กินส้มตำหน้าตาแปลกๆและรสชาตอร่อยเด็ดลืมไม่ลงอีกครั้ง บรรยากศริมน้ำโขงคงมีส่วนช่วยสร้างความทรงจำในการกินอาหารมื้อแรกที่หลวงพระบางนี้อีกเยอะเลย มื้อแรกประทับทรวงปลื้มมากมายจริงๆ หากได้กลับมาเยือนหลวงพระบางอีกครั้ง จะต้องมานั่งกินส้มตำลาวริมแม่น้ำโขงแบบนี้อีกให้ได้

บริเวณริมแม่น้ำโขงนี้… มีโรงแรม หรือ Guesthouse ตั้งตัวแนวตรงขนานกับสายน้ำโขงแหลายแห่ง เราลองแอบสืบราคาดู โหย! มันช่างแพงเสียเหลือเกิน คิดเป็นหลายร้อยเหรียญอเมริกา หมดปัญญาที่เราจะมานอนเอกเขนกชมวิวแม่น้ำโขงจากริมหน้าต่างห้องพักเสียแล้ว ค่าห้องและค่าบริการอาจราคาไม่แพงนัก แต่ที่ต้องจ่ายราคาสูงนั้นคงเป็นค่าวิวทิวทัศนียภาพสวยๆมากกว่า

อิ่มข้าวกลางวัน… ฝนที่หยุดตกไปพักใหญ่ เริ่มค่อยๆลงเม็ดอีกครั้ง ซักพักฝนตกหนักเรื่อยๆจนเราไปไหนไม่ได้ ต้องนั่งหลยฝนกระหน่ำกันอยู่ในร้านนี้ต่อไป พอฝนเริ่มซา เราจึงรีบออกเดินทางกันต่อ

โปรแกรมสำหรับเวลาของวันนี้ คือ  การเที่ยวรอบเมืองหลวงพระบาง ไปไหว้พระ เที่ยวสถานที่สำคัญตามหนังสือแนะนำ เราช่วยกันเลือกโปรแกรมเที่ยววันนี้กันหลังกินส้มตำเสร็จ จัดโปรแกรมไว้คร่าว ลองไปเดินเที่ยวดู แล้วค่อยปรับเปลี่ยนโปรแกรมกันใหม่เรื่อยๆตามสถานการณ์ แต่ก็ list สถานที่ที่จะไป 4-5 แห่งไว้อย่างชัดเจน

มาทำความรู้จัก ‘เมืองหลวงพระบาง’ กันก่อน

 “หลวงพระบาง” เมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขา มี “แม่น้ำโขง” หรือที่คนลาวเรียกว่า “แม่น้ำของ” และ “แม่น้ำคาน” ไหลมาบรรจบกัน เกิดเป็นแหลมตรงกลางเมืองที่รู้จักกันนามภูสี บนยอดเป็นที่ประดิษฐาน “พระธาตุจอมภูสี”ดำรงอยู่เป็นระยะเวลานานหลายร้อยปี ก่อให้เกิดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาในแบบล้านช้าง ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตนเอง

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 ได้รับการยกย่องให้เป็น เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ จากองค์การยูเนสโก  ยิ่งทำให้หลวงพระบางน่าไปเยือนเป็นที่สุด…

ปัจจุบัน  หลวงพระบาง” ยังคงเป็นเมืองที่เงียบสงบเฝ้ารอให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับขาเที่ยว ขาลุย คนที่รักสันโดษ หรือ คนที่สนใจเที่ยวชมเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และหลงใหลกลิ่นอายของธรรมชาติที่สวยงาม

เริ่ม Walking  Tour สำรวจหลวงพระบางยามบ่ายด้วยสองขา… ไปกันเรื่อยๆ เจออะไรน่าสนใจก็แวะเที่ยวแวะชมกันต่อไป ออกเดินตรงตามถนน ศรีสว่างวงศ์ Sisavangvond Rd.

  (@) ผ่านวัดใหม่เป็นที่แรก เข้าไปไหว้พระประธานที่หน้าโบสถ์ ซึ่งแจงอ่านจาหนังสือท่องเที่ยวที่หนุ่มลาวให้มา บอกว่า ที่วัดนี้ประดิษฐาน ‘พระหลงพระบาง’ แต่สอบถามเจ้าหน้าที่ในวัดกลับบอกว่า ตอนนี้พระบางย้ายไปอยู่ทีพิพิธภัณฑ์แล้ว

ชาวหลวงพระบาง เรียกสั้นๆว่า วัดใหม่ ซึ่งมีอายุในต้นศตวรรษ ที่ 19 และ เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชลาว มาก่อน อุโบสถของวัดนี้สร้างด้วยเครื่องไม้มีหลังคาซ้อนกัน ห้าชั้นตามแบบหลวงพระบาง กำแพงพระระเบียงด้านหน้า ทำเป็นลายรดน้ำปิดทองเล่าเรื่องรามายณะและพระเวสสันดรชาดก พระบางเคย ประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 และ ในวันปีใหม่จะมีการแห่แหน พระบางออกมา ให้ประชาชนได้สักการะบูชากันที่นี่ ปัจจุบันวัดใหม่ใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรม

@) จุดหมายต่อไป เป็นจุดเด่นของหลวงพระบาง ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนมักจะไม่พลาดการไปเที่ยว  ‘พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง’ หรือ ‘พิพิธภัณฑ์เจ้ามหาชีวิต’  อยู่ตรงข้ามทางขึ้นพระธาตุพูสี ที่นี่เสียค่าบัตรเข้าชมแพงมาก คนละ 30,000 กีบ เมื่อเป็นสถานที่สำคัญและต้องเสียค่าเข้าชมแพงเราเลยต้องใจจะเข้าไปเดินชมให้คุ้มราคาเสียหน่อย ที่นี่ห้ามถ่ายรูปด้านใน ให้เดินชม โดยในแต่ละจุดจะมีอคำอธิบายเป็นภาษา Eng ชัดเจน

พระราชวังหลวงพระบาง (พิพิธภัณฑ์) ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะอาคารเป็นชั้นเดี่ยวยกพื้นสูง สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แต่เป็นการผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว ด้านนอกอาคารเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ประทับอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2518 พระราชวังหลวงพระบางได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์

ภายในจัดแสดงประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่ของเมืองหลวงพระบาง พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1904 เพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงค์ ลักษณะ เป็นศิลปะแบบลาวผสมฝรั่งเศส มีแผนผังเป็นรูปกากบาท และ สร้างฐานซ้อนกันหลายชั้น

ห้องโถงด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐาน พระบางซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของลาว องค์พระสูง 83 เซนติเมตร พระหัตถ์แสดงปางอภัยมุทรา หล่อขึ้นด้วยทองคำ บริสุทธิ์เกือบทั้งองค์ รวมน้ำหนักทั้งสิ้นราว 43 ถึง 54 กิโลกรัม คามตำนานเล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นที่เกาะสิงหลเมื่อราวศตวรรษ ที่ 1 เจ้าฟ้างุ้ม ทรงได้รับพระราชทานจากกษัตริย์เขมรมาอีกต่อหนึ่ง แต่ก็ต้องตกไปอยู่ในเมืองสยามถึงสองครั้ง ปี 1779 และ 1827 จน ปี 1867 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานกลับคืน ไปให้ภายในห้องยังมีฉากลับแลผ้าไหมปักลวดลาย ด้วยฝีมือ ประณีตและงาช้างแกะสลักอีกไม่น้อยที่เหลือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ภาพบุดคล บรรณาการจากต่างชาติ และ งานศิลปะมากมายและงานประดับกระเบื้องอยู่รอบๆตัวอาคาร

ห้องเด่นๆหลายห้องอยู่ฝั่งขวาของอาคาร เช่น
• ห้องฟังธรรม ภายในมีธรรมมาสน์ ห้องปูพรมและเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิติศรีสว่างวงศ์ในเวลาฟังธรรม
• ห้องรับแขกของพระมเหสี ภายในห้องจัดแสดงของขวัญจากประเทศต่างๆ
• ห้องรับแขกของเจ้ามหาชีวิต ภายในห้องสวยงามด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวลาว ภาพวิวทิวทัศน์ ภาพงานประเพณี และยังมีรูปหล่อครึ่งองค์ของเจ้ามหาชีวิตอุ่นคำ เจ้ามหาชีวิตสักรินทร์ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ซึ่งทั้งหมดนี้หล่อมาจากประเทศฝรั่งเศษ
• ห้องท้องพระโรง ห้องนี้ใช้ทำพีธีราชาภิเษก ซึ่งเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาเตรียมห้องนี้ไว้ทำพิธีราชาภิเษก แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงปกครองเสียก่อน ภายในห้องติดประดับด้วยกระจกโมเสดสีแดงจากประเทศฝรั่งเศส
นอกจากห้องสำคัญเหล่านี้แล้วด้านหลังของท้องพระโรงยังเป็นที่ตั้งของตำหนักของเจ้ามหาชีวิต

อีกจุดที่เด่นของพระราชวังคือ
• หอพระบาง ภายในหอพระนี้เองเป็นที่ประดิษฐาน พระบาง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง พุทธลักษณะของพระบาง เป็นพระพุทธรูปปางประทับยืนปางประทานอภัย ทั้งสองพระหัตถ์ หรือปางห้ามสมุทร เป็นศิลปะสมัยขอมหลังบายน มีน้ำหนักประมาณ 54 กิโลกรัม ประกอบด้วยทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ และในหอพระนี้ยังมีพระพุทธนาคปรก สลักศิลาอีกสี่องค์และยังมีกลองโบราณอยู่ด้วย

ออกจากพิพิธภัณฑ์พลวงพระบาง เราเดินเลียบถนนศรีสว่างวงศ์นี้ต่อไปเรื่อยๆจนสุดปลายถนน ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นวัดชื่อดังและสวยงามแห่งหนึ่งของพลวงพระบาง ระหว่างเดิน เริ่มสำรวจตึกราม และถ่ายรุปบ้านเก่า ตึกอาคารโบราณ โรงเรียน รวมถึงโรงแรมสวยงามที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่บนตึกเก่าโบราณ ซึ่งค่าเช่า แต่ละคืนคิดเป็น US$ แสนแพง มีร้านอาหารหรูหราพร้อมให้บริการชั้นเลิศและอาหารชั้นเยี่ยม เราถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยตลอดทาง เริ่มสังเกตุเห็นว่า หลวงพระบาง เป็นเมืองเก่าแบบดั้งเดิมและตึกที่ปรับปรุงใหม่ผสมผสนากันอย่างกลมกลืน โรงแรมหรูอยู่ติดกับ Guesthouse ดั้งเดิม ร้านอาหารท้องถิ่นอยู่ข้างๆร้านสไตล์หรูเลิศทันสมัยเนี้ยบ ช่างเป็นความแตกต่างที่สร้างเสน่ห์ให้กับเมืองนี้จริงๆ และสิ่งที่พบเห็นมากที่สุดอีกอย่างหนึ่ง คือ วัด เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็เจออีกวัดหนึ่ง เราเดินแค่ถนนสายนี้สายเดียวเจอวัดนับจำนวนไม่ถ้วน วัดอยู่ติดกับชุมชุม อยู่ข้างโรงแรม อยู่ติด Guesthouse เมืองนี้จึงเป็นเมืองน่าอยู่และมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่อาจจะดูแปลกตาบ้างที่ประตูวัดอยู่ติดกับประตูโรงแรม

ใครมาหลวงพระบาง เดินเที่ยววัดไหว้พระ เที่ยวชมสถาปัตยกรรมต่างๆก็คุ้มค่าแล้ว ได้ทั้งบุญได้ทั้งเที่ยวชมความงดงามทางธรรมชาติ ได้ท่องเที่ยวแบบวิถีชีวิตเก่า… มีความสุขแบบไม่ต้องจ่ายราคาแพงได้จริงๆ

เราเดินเที่ยว ตื่นตาตื่นใจกับบ้านเมืองและบรรยากาศลาวพระบางจนถ่ายรูปแบบไม่หยุดมือ แจงเดืนนำหน้า หันหน้ามาเร่งแล้วเริ่งอีก เพราะเริ่มจะเย็นแล้ว เราเลยรีบมุ่งหน้าตรงไปยังวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นวัดสวยงามและมีชื่ออีกแห่งหนึ่งของหลวงพระบาง

(@) วัดเชียงทอง ถือเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ เมืองพระบาง มีหลังคาซ้อน 3 ชั้น รูปทรงหลังคาผายกว้างออกเรียกว่าหลังคาปีกนก ทั้งภายในและภายนอกสิม(อุโบสถ)ล้วนมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นลายรดน้ำลงรักปิดทองเป็นเรื่องราวนิทานพื้นบ้านและเรื่องเกี่ยวกับศาสนา และหากเดินมาทางด้านหลังสิมก็จะเห็นลวดลายประดับกระจกสีเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ มีนกและสัตว์นานาชนิด ซึ่งต้นไม้นั้นก็คือต้นทอง หรือต้นงิ้ว ที่พระเจ้าศรีสว่างวัฒนาได้โปรดฯ ให้ช่างทำไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึง ชื่อเชียงทอง หมายความถึง ป่าต้นทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมบริเวณนี้นั่นเอง

          และสำหรับใครที่ได้มาวัดแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมก็คือ หอพระม่านและหอพระพุทธไสยาสน์ที่อยู่ด้านหลังสิม หอพระเล็กๆ สองหลังนี้ทาด้วยสีชมพู ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้านของลาว หากลองเดินดูใกล้ๆ ก็จะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวลาวผ่านรูปภาพเหล่านั้นด้วย  เข้าเที่ยวชมวัดแห่งนี้จึงต้องเสียค่าเข้าชมอีกคนละ 20,000 กีบ แต่ก็น่าจะคุ้มคาเพราะวัดนี้มีหลายส่วนให้เดินเที่ยวชม

• พระอุโบสถ ภาษาลาวเรียกว่า สิม เป็นพระอุโบสถหลังไม่ใหญ่โตมากนักหลังคาพระอุโบสถมีหลังคาแอ่นโค้ง ลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่สามชั้น กล่าวกันว่านี่คือศิลปะแห่งหลวงพระบาง ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทองชาวลาวเรียกว่าช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 ช่อเป็นข้อสังเกตุว่าวัดที่พระมหากษัตริย์สร้าง จะมีช่อฟ้า 17 ช่อ ส่วนคนสามัญสร้างจะมีช่อฟ้า 1- 7 ช่อเท่านั้น เชื่อว่าบริเวณช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆตรงกลางช่อฟ้าจะมีของมีค่าบรรจุอยู่ ส่วนที่ประดับที่ยอดหน้าบันชาวลาวเรียกว่าโหง่ มีรูปร่างเป็นเศียรนาคและมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ประตูพระอุโบสถแกะสลักสวยงามเช่นเดียวกับหน้าต่างภายในพระอุโบสถมีภาพสวยงามที่ผนัง มีลักษณะลวดลายปิดทองฉลุบนพื้นรักสีดำ ส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติเรื่องพระสุธน – มโนราห์ และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ

• พระประธาน หรือชาวลาวเรียกว่าพระองค์หลวง ภายในพระอุโบสถเป็นสีทองงดงามอร่ามตาด้านข้างพระองค์หลวงมีพระบางจำลอง และผนังด้านหลังของพระอุโบสถเป็นภาพที่เกิดจากการใช้กระจกสีตัด ติดต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่ ซึ่งเคยมีในเมืองหลวงพระบางลักษณะคล้ายต้นโพธิ์ ด้านข้างต้นทองเป็นรูปสัตว์ในวรรคดียามใดที่แสงแดดสดส่องสะท้อนดูงดงาม

• วิหารน้อย ด้านข้างและด้านหลังของพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของวิหารสองหลังนี้ จุดเด่นของวิหารนี้คือผนังด้านนอกมีการตกแต่งด้วยกระจกสี ตัดเป็นชิ้นเล็กๆและนำมาต่อเป็นรูปต่างๆเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน บนพื้นสีชมพู ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ พระพุทธรูปนี้เคยถูกนำไปจักแสดงที่กรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2474 และนำไปประดิษฐานที่นครเวียงจันทน์หลายสิบปี ก่อนจะนำมายังหลวงพระบางในปี พ.ศ.2507

• ส่วนวิหารอีกหลังที่อยู่ด้านหลังพระอุโบสถคือ วิหารพระม่าน ผนังวิหารด้านนอกมีลักษณะคล้ายกับวิหารองค์แรก ภายในวิหารนี้ประดิษฐาน พระม่าน ในช่วงวันขึ้นปีใหม่จะมีการอันเชิญมาให้ประชาชนสรงน้ำและกราบไหว้เป็นประจำทุกปี ผนังด้านหลังวิหารทาด้วยสีชมพูประดับด้วยกระจกสีแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน สร้างขึ้นใน พ.ศ.2493 เพื่อเฉลิมฉลองที่โลกก้าวสู่ยุคกึ่งพระพุทธกาล
• ด้านหลังของวิหารพระม่านจะเป็นพระธาตุศรีสว่างวงศ์ ซึ่งเป็นที่เก็บอัฐิของเจ้ามหาศรีสว่างวงศ์และด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโขงเรือใกล้กับริมแม่น้ำโขง ส่วนด้านหน้าพระอุโบสถเป็นที่ตั้งหอกลองมีลวดลายลงรักปิดทองสวยงาม

• โรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2505 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด ลักษณะเป็นโถงกว้าง ผนังด้านหน้าตั้งแต่หน้าบันลงมาจนถึงพื้นสามารถถอดออกได้เพื่อให้สามารถเคลื่อนราชรถออกมาได้  กลางโรงเมี้ยนโกศเป็นที่ตั้งราชรถไม้แกะสลักปิดทองคำเปลวรอบคัน มีพระโกศสามองค์ตรงกลางเป็นองค์ใหญ่ของเจ้าสว่างศรีวัฒนา ด้านหลังเป็นของพระราชมารดา ส่วนด้านหน้าเป็นของพระเจ้าอา โรงเก็บราชรถนี้ออกแบบโดยเจ้ามณีวงศ์ และใช้ช่างชาวหลวงพระบางชื่อ เพียตัน นับว่าเป็นช่างฝีมือดีประจำพระองค์ มีความชำนาญทั้งด้านงานเขียนและงานแกะสลัก

• จุดเด่นของโรงเมี้ยนโกศยังอยู่ที่ประตูด้านนอกคือเป็นภาพแกะสลักวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ตอนสำคัญๆ เช่น ตอนพิเภกกำลังบอกความลับที่ซ่อนหัวใจของทศกัณฑ์ให้กับพระราม ถัดลงมาเป็นตอนที่ทศกัณฑ์ต้องศรของพระรามเสียบเข้าที่หัวใจ ถัดลงมาเป็นตอนที่พระรามพระลักษณ์ต่อสู้กับทศกัณฑ์ ด้านล่างสุดเป็นตอนที่นางสีดาลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับพระราม เดิมที่ภาพแกะสลักเหล่านี้เป็นการลงรักปิดทอง ต่อมาได้มีการบูรณะใหม่โดยทาสีทอง ภายในวัดยังมีเขตสังฆาวาสและยังมีพระจำพรรษาอยู่เช่นวัดทั่วไป

วัดนี่น่าประทับใจ…เราออกจากวัดเชียงทอง แล้วจะต้องเดินกลับไปดูพระอาทิตย์ตก ขมวิว 360 องศาเมืองหลวงพระบาง และนมัสการพระธาตุที่วัดพระธาตุพูสี เป็นสิ่งต่อไป แต่เราเดินกลับโดยใช้ถนนเลียบแม่น้ำคานบ้าง ซึ่งถนนสายนี้จะค่อนข้างเงียบสงบกว่าถนนศรีสว่างวงศ์ เพราะรอบๆถนนจะเป็นโรงแรมหรูระดับหลายๆดาวทั้งสิ้น ราคาไม่ต้องพูดถึง เพราะเราแต่งตัวไม่เหมาะแม้แต่จะเข้าไปถามราคาค่าห้องพัก ถนนย่านนี้เหมาะสำหรับการพักผ่อนชมวิวริมน้ำคานคดเดี้ยวที่แสนสวยงาม เราเดินเอื่อยๆลากขาช้าๆมองซ้ายที ขวาที เปิดหูเปิดตาอย่างคาดไม่ถึงตลอด

หลวงพระบางช่างมีเสน่ห์ ในหลายมุมมองจริงๆ

(@) พระธาตุพูสี ต้องเสียค่าขึ้นชมอีก 20,ooo กีบ วันนี้วันเดียวพวกเราแทบจะหมดตูดเงินกีบเกลี้ยงไปหลายฟ่อน แต่เงินที่จ่ายไปเพื่อนำไปทำนุบำรุงสถาปัตรกรรมต่างๆประจำเมืองก็เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติ

พระธาตุพูสีี สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณพุทธศักราช 2337 พระธาตุนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสีี บนความสูง 150 เมตรพระธาตุนี้มองเห็นได้แต่ไกลแทบจะทุกมุมเมืองของหลวงพระบาง ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริดเจ็ดชั้น สูงประมาณ 21 เมตร

พระธาตุพูสี โด่ดเด่นอยู่บนยอดเขากลางในเมืองหลวงพระบาง ในสมัยโบราณคือศูนย์กลางวัฒนธรรม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นมิ่งขวัญของชาวหลวงพระบาง ซึ่งคนส่วนมากที่ไปเที่ยวหลวงพระบางแล้ว แต่อยากไปเห็นพระธาตุจอมพูสีจนมีคำพูดติดปากกันว่า “ไปเที่ยวหลวงพระบางถ้าไม่ได้ขึ้นพระธาตุจอมพูสีก็เท่ากับว่าไปไม่ถึงหลวงพระบาง” 

ช่วงที่พระธาตุนี้งดงามที่สุดคือช่วงตอนบ่ายแก่ๆแสงแดดจะกระทบองค์พระธาตุเป็นสีทองสุก รอบๆพระธาตุจะมีทางเดินให้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบาง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะมองเห็นสนามบิน ส่วนด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ช่วงที่คดเคี้ยวเข้าหากันในกลีบเขาและจากยอดภูสียังมองเห็นพระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง

พระธาตุพูสีนี้ ต้องเดินขึ้นบันได้ไปได้หอบหนึ่งพอดีประมาณ 300 กว่าขึ้น  แต่พอไปถึงข้างบนแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ได้เห็นหลวงพระบางทั้งเมืองแบบพาโนรามา 360 องศา มองเห็นทุกๆอย่างๆ ไม่ว่าจะแม่น้ำโขง แม่น้ำคาน ตึกรามต่างๆ ช่างเป็นภาพที่สวยงามเราตะลึงค้างระหว่างเหงื่อหยดจริงๆ ณ จุดนี้ด้านหลังเป็นแม่น้ำคาน มุมตรงข้ามเป็นวิวรอบๆตัวเมืองโดยมีฉากไกลๆเป็นทิวเขายาวใหญ่

เบื้องบนเป็นท้องฟ้าสีฟ้าสดตัดกับก้อนเมฆสีขาวลอยกระจายไปทั่ว ช่างเป็นภาพวิวที่สวยงามและน่าประทับใจที่สุด งามตั้งแต่บนท้องฟ้ายังพื้นข้างลาง เราเหมือนต้องมนต์ ชื่นชมความงามครั้งแล้วครั้งเล่า หันซ้ายที ขวาทีตลอดเวลา ไม่อยากจะกลับลงไปข้างล่าง อยากจะเก็บบรรยากาศตรงหน้าไว้นานแสนนาน จุดชมวิว ณ ตรงนี้ทำให้การมาเที่ยวหลวงพระบางคุ้มค่า คุ้มกับการเหนื่อยยาก ไม่เสียแรงกายและแรงใจที่เดินทางไกลหลายพันกิโล หลายสิบชั่วโมงเพื่อมาเยี่ยมเยียนบ้านพี่เมืองน้องแห่งนี้ ความงดงามตามธรรมชาตินั้นหาไม่ได้ง่ายๆจริงๆ เหมือนเรากำลังยืนมองจากท้องฟ้า เบื้องล่างเป็นบ้านเรือนเก่าที่แสนร่มรื่น ไม่อยากจะกลับลงไปข้างลางเลย ไม่ใช่กลัวเหนื่อยนะ แต่ข้างบนมันฉุดใจไว้

มื้อเย็นเรากินเฝอคนละชามที่หน้าถนนคนเดิน ยามค่ำคืน บริเวณถนนศรีสว่างวงศ์จะถูกปิด แล้วถูกแปรสภาพกลายเป็น ตลาดมืด ไม่ใช่ขายของผิดกฏหมาย แต่ขายของพื้นเมือง มีหลากหลายให้เราเลือกซื้อ ทั้งกระเป๋า ผ้าพันคอ ปลอกหมอน จนถึงผ้าปูที่นอน สร้อย แหวน กำไล หรือ ธูปหอม ฯลฯ ….ส่วนราคาก็ต้องต่อรองเอาเอง แนะนำว่า ควรสอบถามราคา หลายๆร้าน บางร้านอยู่ไกลหน่อย ราคาก็ถูกลง สบายใช้ได้ทั้งเงินบาทและเงินกีบ สบายมาก แต่วันนี้เราแค่เดินสำรวจเบื้องต้น ยังไม่ตัดสินใจซื้อของใช้เองและซื้ออะไรไปเป็นของฝาก

ถนนนี้ มีคำพูดเล่นๆ ว่า เมืองไทยมี ถนนข้าวสาร ถนนนี้ เป็น พี่น้องกัน ชื่อ ถนนข้าวเหนียว

แค่ครึ่งวันบ่าย…ที่เราเที่ยวท่อง เดินย่ำไปเกือบทั่วเมืองหลวงพระบาง เดินแทบไม่ได้หยุด เหนื่อยและมีความสุขด้วย หลวงพระบางสร้างความประทับใจต้งแต่เห็นครั้งแรกแบบผ่านๆตา จนวันนี้ได้เดินสำรวจเกือบทุกซอกซอยยิ่งหลงรักเมืองมรดกโลกแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

หลวงพระบางคล้ายๆกับปาย เชียงคาน มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มีความสวยงามที่แปลกแตกต่างกว่าที่อื่นๆ แต่หลวงพระบางยังคงเก็บมนต์เสน่ห์ของความเป็นเมืองเก่าแก่ไว้ได้แนบเนียนกว่า แม้ความเจริญ ความเจริญจะเข้ามาที่เมืองนี้ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมโลกกว้าง แต่หลวงพระบางยังคงผสมผสานสิ่งต่างๆเข้าไว้ด้วยกันแบบกลมกลืนและกลมกล่อน

การได้มาเที่ยว ณ หลวงพระบาง ที่มีวิถีชีวิตในแบบที่เราชื่นชอบ ได้ใช้ชีวิตเนิบช้าแบบไม่ต้องเริ่งรีบ เดินเที่ยวแบบชิลล์ไปทั่วๆเมืองช่างเป็นสิ่งที่เราหลงใหลและติดใจมากมาย

ส-บ-า-ย-ดี หลวงพระบาง I Love You เสียแล้ว

Advertisements