วันนี้ตื่นเช้าที่สุด อยากออกไปเดินเล่น สูดอากาศ ชมวิถึชาวหลวงพระบางยามเช้าตรู่ดูบ้าง อยากจะเดินไปที่ไปรษณีย์แห่งชาติลาวเพื่อส่ง Postcard 3-4 ใบกลับประเทศเราด้วย

กำลังจะเดินออกจาก Guesthouse ของเราที่ชื่อว่า Seng Khan Lao Guesthouse : เสียงแคนลาวเกสต์เฮาส์ บังเิญเจอกับแม่บ้านวัยกลางคนกำลังกวาดใบไม้อยู่ด้านหน้าบ้าน คนลาวมีไมตรีจิตดีจริง พอเจอหน้าแขกก็รีบทักทายด้วยความสุภาพมาก พูดเพราะอ่อนน้อมใช้คำน่ารักดีจริง เราแวะทักทายด้วยเล็กน้อยตามประสาคนอายุน้อยกว่า พอคุณแม่บ้านรู้ว่าเราจะเดินเรื่อยๆไปยังไปรษณีย์ก็แสนใจ เอ่ยปากให้เรายืมจักรยานของตัวเองขี่ไปได้

โอ๊ย! ขอบใจหลายนะจ๊ะ การปั่นจักรเที่ยวรอบเมืองเป็นกิจกรรมชิลล์เชื่องช้าที่เราชอบอยู่แล้ว แต่มาหลวงพระบางเราเน้นเดินทอดช่องเที่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่จนลืมนึกการขี่จักรยานไปเสียเลย เช้านี้มีแม่หญิงลาวใจดีให้เรายืมจักรยานปั่นได้ตามใจ เราก็ไม่ขอขัดใจ รีบแจ้งความประสงค์ไปว่าเรายืมซัก 1 ชั่วโมงได้ไหม? อยากจะขี่รอบๆเมืองหลวงพระบางยามเช้าๆให้รอบๆ จะปั่นไปถึงแม่น้ำคาน ลองไปดูตลาดเช้าโน่นซักหน่อย แม่บ้านพยักหน้า มองจักรยานกึ่งเก่ากึ่งใหม่ให้เรานำไปปั่นเที่ยวออกกำลังกายยามเช้าได้ตามใจชอบเลยจ้า

ตอนแรก…คิดว่าจะเดินไปส่งไปรษณี แล้วเดินเที่ยวตลาดเช้าแถววัดใหม่เท่านั้นเอง เนื่องจากเวลามีจำกัดการจะเดินเที่ยวถนนรอบเมืองต่อคงทำได้ยาก เนื่องจากเวลามีเพียงจำกัด แต่เมื่อไ้ด้รับข้อเสนอ เราจึงรีบคิดแผนการใหญ่และใหม่ได้ทัน การปั่นจักรยานเที่ยวรอบๆเมืองหลวงพระบางยามเช้า คงทำให้เราซึมซำ และเก็บตกหลวงพระบางในอีกหลายๆมุม หลายๆวิถึชิวิตได้เพิ่มขึ้น กับเวลา 1 ชั่วโมงเพียงพอสำหรับการปั่นจักรยานหวานเย็น ลมโชยรอบเมืองนี้ได้สบายสบาย

เราออกจากบ้านมาโดยไม่ได้บอกแจง และไม่ได้แจ้งให้แจงทราบว่า เราจะไปปั่นจักรยานเที่ยวนะ เพราะแผนนี้มันเิกิดขึ้นกระทันตรงหน้าประตูบ้านนี้เอง

เริ่มต้นปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ ถนนหนทางยังเงียบสงบ Guesthouse หรือ บ้านเรือนเปิดเริ่มต้นวันใหม่กันแล้ว เราขี่จักรยานด้วยความเร็วพอสมควรเพราะเริ่มคุ้นเคยถนนหนทางและรู้ผังเมืองนี้มากพอสมควร แม่น้ำโขงอยู่ซ้ายมือไหลเชี่ยวพอประมาณ แต่ยังไม่เรือโดยสารใดวิ่งตามน้ำหรือสวนกระแสน้ำมา ทางขวามือมักจะเป็น Guesthouse Boutigue หลายๆเวอร์ชั่น ที่เปิดและตกแต่งเพิ่มมูลค่ารอต้อนรับนักท่องเทีียวที่พร้อมจ่ายเพื่อจะได้มีโอกาสนอนพักที่โรงแรมสวยคลาสสิคติดวิวแม่น้ำโขง แม้ถนนี้สายนี้จะมีโรงแรม หรือ Guesthouse หรูหราเปิดใหม่และกำลังสร้างหลายแห่งแต่ก็ยังคงเห็นบ้านเรือนสมัยเก่าแบบดั้งเดิมแทรกตัวอยู่ระหว่างกันไ้ด้เสมอ

การขี่จักรยานเที่ยวเมืองแบบนี้ทำให้เรามองซ้ายมองขวาจนไม่อยากหยุดสายตาได้ แต่มักจะมีปัญหาด้านการจราจรเล็กน้อย คืือ เราชอบเผลไปขีทางขวาอยู่เรื่อย โชคดีที่เช้านี้วันนี้ถนนหนทางค่อนข้างเงียบ นานๆจะมีรถมอไซต์หรือจักรยานขี่สวนทางมา บางทีเหมือนเราขี่จักรยานอยู่คนเดียวในถนนสายยาวๆแห่งนี้ รอบตัวมันช่างสงบเงียบ จนเราไม่กล้าทำอะไรเสียงดัง ใช้เวลาระหว่างปั่นจักรยานสอดแทรกชื่นชมความงามของตึกต่าง โรงแรมเก่า ร้านขายของ ร้านอาหารฝรั่งๆ บ้านเรือนต่างๆด้วยความพอใจ บางครั้งเจอโรงแรม หรือ ตึกสวยๆ ก็ต้องจอดรถลงไปถ่ายรูปแล้วก็ปั่นจักรยานกันต่อไปมุ่งหน้าต่อไปเรื่อย… มันช่างเป็นความสุขที่หามาได้ง่ายๆบนสิ่งสวยงามรอบๆตัวจริงๆ

ถนนเรียบแม่น้ำโขงนี้ จะขนานกับถนนศรีสว่างวงศ์และจะมีซอยเล็กที่สามารถขี่ตัดทะละไปถนนศรีสว่างวงศ์ได้ตลอด แต่การจะขี่ตัดถนนไปนั้นต้องใช้แรงพอสมควร เพราะจะเป็นเนินสูงชัน บางทีนั่งปั่นไม่ไหว ต้องใช้แรงโดยการยืนถีบส่งรถไปให้ได้ บางทีเรามองเข้าไปในซอยเล็กที่เชื่อมสองถนนนนี้ก็จะมี Guesthouse หรือร้านขายของตั้งอยู่จึงจำเป็นต้องออกแรงปั่นขึ้นเินินไปเที่ยวชมอยู่หลายซอย

เริ่มกลับมาขี่ถนนศรีสว่างวงศ์เพื่อจะไปแถวตลาดเช้า บริเวณที่มีการตักบาตรข้าวเหนียวกัน แต่พอไปถึงบริเวณวัดเชียงทองกับไม่มีวี่่แววคนมาตักบาตรแม้แต่น้อย ไม่เห็นพระ เณรซักรูปนึง เวลาประมาณ 7 โมงเ้ช้ากว่าๆเองนี่ เราไม่แน่ใจว่าการตักบาตรข้าวเหนียวเค้าเริ่มกันตอนกี่โมง หรือเรามาช้าเิกินไปจริงๆ

ได้เวลาปั่นจักรยานกลับที่พัก เราใ้ช้เส้นทางเลียบแม่น้ำคานบ้าง ก็สวยงามและเงียบสงบแม่แพ้ถนนเลียบแม่น้ำโขง ถนนสายนี้ก็เต็มไปด้วยโรงแรมหรือ Guesthouse คุณภาพดีรอรับบริการตลอดถนนที่เลียบแม่น้ำคานเช่นกัน ราคาก็คงไม่แตกต่างกันเท่าใดนักหรอก โรงแรมมาตรฐานสูงๆที่ตกแต่งสวยงามแบบแอนทีคเก่าโบราณผสมผสานด้วยตัวตึกเก่าแบบฝรั่งเศสที่เห็นได้ตลอดริมแม่น้ำพวกนี้ส่วนใหญ่จะขายเป็น 100 – 200 US$ ซึ่งถ้ามีเงินก็น่าจะมาลองพักซักคืน

พอปั่นจักรยานย้อนมาตามถนนศรีสว่างวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ตั้งของวัด โรงเรียน ร้านขายของ ขายก๋วยเตี๋ยวและ Guesthouse ราคาระดับปานกลางที่ไม่เน้นการตกแต่งหรูสบายนัก ยิ่งเข้าใกล้วงเวียนก็จะเป็นพวกร้านอาหาร บริษัททัวร์ สถานที่ร้ับแลกเิงิน เริ่มจะเป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยวประจำเมืองหลวงพระบางนี้

รีบไปแวะไปรษณีย์แห่งชาติลาว หย่อยโปสการ์ดทีเขียนเมื่อก่อนนอนลงในตู้รับไปรษณีย์ให้เรียบร้อย จริงๆแล้วนี่คือภาระกิจหลักของวันนี้ แต่กว่าจะมาถึงได้ก็ปั้่นออกนอกเส้นทางจนเสียเหงื่อเล็กน้อยแล้ว

ระหว่างทางที่ปั่นจักรยานจะเห็น ร้านขายแซนวิสขนมปังฝรั่งเศสหลากหลายไส้ให้เลือกซื้อ ควบคู่ไปกับร้านก๋วยเตี๋ยวข้าวเปียกเต็มไปหมด การไปนั่งจิบกาแฟสด กิน BF ในร้าน Joma คงหรูหราเกินงบประมาณเกินไป แต่ถัดจากร้านนี้ไปมีร้านข้าวเปียกข้างถนนร้านใหญ่อยู่ร้านหนึ่ง รีบจอดจักรยาน อยากลองสั่่งก๋วยเตี๋ยวร้านนี้มากินบ้าง แต่เราดันมาเช้าเกินไปอาหารยังเตรียมไม่เสร็จ อ้าว…อดเลย น่าเสียดาย

ปั่นจักรยานผ่านซอยศูนย์รวม Guesthouse ติดกับร้าน Joma ก็ยังไม่เจอร้านโดนใจ สุดท้ายจอดจักรยานกินก๋วยเตี๋ยวร้านติดกับร้านกาแฟประชานิยมแล้วกัน… แต่วันนี้ไม่กินกาแฟนะ กลัวตาค้างระหว่างเดินทาง

เมื่อท้องอิ่ม ปั่นจักรยานหงอยๆกับเข้าบ้าน ใกล้จะจบกิจกรรมปั่นจักรยานรอบเมือง

ระหว่างทางเริ่มไม่อยากจะกลับอีกแล้ว หลวงพระบางเมืองเล็กๆที่เราเหมือนได้สำรวจจนทั่วถึง แต่จริงๆแล้วเราแค่สัมผัสกันแต่ภายนอกในมุมกว้างๆ น่าจะยังมีสิ่งดีๆให้เราไปค้นหาอีกมากมาย

การที่ไ้ด้มาเที่ยวเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมเก่าแก่และยังคงสวยงาม มีเสน่ห์ 2-3 วันเต็มที่ผ่านมานั้น ก็สร้างความประทับใจให้เราเก็บกับไปบันทึกและเล่าอวดใครต่อใครไปได้อีกนาน

เราจะต้องโบกมือลาจากเมืองนี้เสียที เดี๋ยวต้องรีบไปเตรียมกระเป๋า รถตู้จะมารับพวกเราตอน 9 โมงเช้า…ไปวังเวียงกันต่อ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมงจากหลวงพระบาง เมื่อรถตู้มารับเราไปรอขึ้นรถ Van หลวงพระบาง-วังเวียง ที่ท่ารถบขส. รถแต่ละคันจะออกจากท่ารถก็ต่อเมื่อคนเต็มรถ นำเป้กระเป๋าสัมภาระต่างๆขึ้นไปไว้บนหลังคารถ แล้วนั่งรอผู้โดยสาีรคนอื่นอีกเกือบ 1 ชั่วโมง… Good Bye หลวงพระบาง แล้วจะกลับมาเที่ยวใหม่นะ

จากหลวงพระบาง-วังเวียง ถนนหนทางคดเคี้ยวไม่ต่างแม่ฮ่องสอนบ้านเรา แต่วันนี้เราจะได้เห็นสภาพการเดินทางกันจะจะเต็มสองตามในยามฟ้าสว่างกันบ้าง เพราะขามารับรู้แต่ความรู้สึกว่าถนนมันช่างคดเคี้ยวแต่มองนอกหน้าต่างเห็นแต่ความมืดมิด มองเห็นแต่ดวงจันทร์และแสงดาว คืนนี้เราก็ได้แต่จินตนาการเอาถึงภาพถนนคดแ้ล้วคดอีกไปจนสุดสายตา วันนี้จะได้โอกาสเดินทางกลับวังเวียงตอนกลางวัน… อยากชมเสียหน่อยว่า ถนนสายนี้จะสวยงามขนานไหน

พอรถ Van เริ่มออกเดินทางออกมานอกเมืองมุ่งหน้าสู่จังหวัดวังเวียง การเดินทางคงต้องข้ามเืืทือกเขา ผ่านภูเขาหลายๆทีุ่ถนนคดเคี้ยวหักศอกและลาดชันตลอดเวลา แต่เมื่อเดินทางไปเรื่อย ความคดโค้งของถนนหนทางม้ันกล้ับช่างสวยงามไปด้วยธรรมชาติและทิวเขารอบๆตัว หลวงพระบางมีแต่ภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะขับรถผ่านลูกไหนก็จะเต็มไปด้วยต้นไม่สีเขียวทึบไปหมด มองไม่เห็นเข้าโล่งหัวล้าน หรือ ป่าไม้โดนเผาหรือถูกทำลายแต่อย่างไร ช่างเป็นภาพวิวนอกกระจกที่สวยงามจนเราลืมหลับและจ้องมองสองข้างทางโดยไม่เกรงว่าจะเมารถอ๊วกแตกแต่อย่างไร

ภูเขาสีเขียนชอุ่มทอดตัวเรียกกันเป็นเทือกเขาใหญ่น้อยตลอดทางที่รถวิ่งผ่าน ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนทำให้บนยอดเขาต่างๆมีละอองไอน้ำ หรือกลุ่มหมอกน้ำปกคลุมบนยอดเขาแทบทุกลูก มันไม่น่าใช่ทะเลหมอกแต่มันเป็นกลุ่มไอน้ำที่จับตัวลอยอยู่ตามยอดเขา มันช่างสวยงามตะลึงใจคนไทยที่ไม่ค่อยได้เห็นป่าไม้แบบนี้จริงๆ ยิ่งบางครั้งรถขับขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูงๆมองลงมาข้างล่างเห็นยอดป่าไม้เขียว มองออกไปไกลๆก็เป็นทุ่งหญ้าเขียวพอกัน ห่างออกไปหน่อยก็เป็นแนวทิวเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกไอน้ำและต้นไม้ทอดตัวขนาดไปพร้อมกันตลอดทาง เหมือนเรานั่งมองจากเครือ่งบินอะไรประมาณนั้นเลย จะบอกว่าถนนเส้นนี้เหมือนถนนลอยฟ้าก็ไม่เกินจริงๆนะ

สองข้างทางจากหลวงพระบาง-วังเวียงสวยงามมากจริงๆ แม้จะชัน คดเคี้ยว ขึ้นเขาสารพัดอยู่บ้าง แต่การได้นั่งมองวิวนอกหน้าต่างในหลายมิติและมุมมอง ซึ่งวิวทิวทัศน์จะเปลี่ยนตัวเองไปเรือ่ยตามทัศนียภาพแถวนั้น ทำให้เราเพลิดเพลินจนลืมความเืมื่อยล้า หรือ การเมารถราไปเสียสนิทจริงๆ หากจะเดินทางไป-กลัับวังเวียง-หลวงพระบาง ควรเดินทางกลางวันซัดครั้งจะจดจำไว้ไม่ลืมเลยทีเดียว ไมต้องกินยาเมารถให้หลับ เพราะความสวยงามสองข้างทางขณะเดินทางทำให้เรามองน ลืมเมาลืมเรา ลืมอะไรต่างๆนานาได้หมดสิ้นจริงๆ  สวย สวย สวย มากมาก มากจริงๆ

แวะพักครึ่งทางที่บนยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยไอน้ำ เหมือนหมอกคลุมจริงๆเกือบมองไม่เห็นทาง มันไม่ใช่อากาศหนาวแต่มันเป็นอากาศที่เย็นสบายสดชื่นดีจริงๆ มันช่างเป็นความสุขที่สวยงามท่ามกลางการเดินที่ 5 ชั่วโมงที่หฤโหดไม่น้อย โชคดีทีเราเป็นคนไม่เมารถนัก จึงยังพอนั่งมองวิวงามสุดปลายฟ้านี้ได้เกือบตลอด สวยจนลืมเมาหรือหลับได้เลย

ถนนสายนี้ที่เราขอตั้งชื่อเองว่า ‘หลวงพระบาง-วังเวียง’ มัน classic มากๆจริง บ้านเราทีแม่ฮ่องสอนว่าสวยแล้วยังสู้ที่นี่ไม่ได้จริง เฉพาะเวลารถวิ่งริมหน้าผา ข้างหน้ามองเห็นแต่ถนนคดเคี้ยวไปมา แต่ข้างรถเป็บหุบเหวลึกแต่มองไปไกลๆกับเป็นแนวทิวเขาสลัยซับซ้อนมีหมอกไอน้ำคลุมเพิ่มความงามเกินบรรยายเข้าไปอีก….

ไม่เสียใจและเสียดายแรงจริงๆที่นั่งรถกลับวังเวียงวันนี้

มาถึงวังเวียงประมาณ 4 โมงเย็น เิดินหาที่พักริมน้ำซองแต่รถตู้มาส่งเราแถวๆที่เราเดยมา เดินเลือกห้องพัก ดันไปเจอ Guesthouse คนไทยที่มาเป็นเขยลาวที่นี่ ต่อรองและใช้ความเป็นคนไทยเลยได้พักที่นี่คืนละ 300 บาทชื่อสุขฤทัย เกสต์เฮ้าส์ เจ้าของเป็นคนไทยมาทำงานที่ลาว แต่พอลาวจะถูกฝรั่งเศสยึดครอง จึงลี้ภัยไปอยู่ที่ฝรั่งเศสเกือบ 30 ปี เพิ่งจะกลับมาอยู่เมืองลาวเพราะได้เมียเป็นที่วังเวียงแล้วเปิดรีสอร์ทแถวๆบ้านพ่อตาแม่ยายนี่แหละ

เข้าที่พักเพื่อเอนหลังเล็กน้อย รอเวลาออกไปเดินถ่ายรูปพระอาิทิตย์ตกหลังภูเขาริมแม่น้ำซองกัน แต่นอนไปไม่ทันไรฝกตก และ ตกๆๆๆๆ จนมืดยังไม่ได้ออกไปไหนเลย โชคร้ายชะมัด

นั่งคุยกับคุณลุงเจ้าของรีสอร์ททราบว่าช่วงนี้ที่วังเวียงฝนตกทุกวัน ทำให้พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งมาที่เที่ยวที่นี่ย้ายไปหลวงพระบาง หรือไม่ก็ไปเที่ยวที่อื่นกันหมด ภาพฝรั่งเสเพลกินเล่า เล่นน้ำซองที่เราเห็นเมื่อตอนมาถึงวังเวียงเมื่อหลายวันก่อนจึงไม่ได้พบเห็นในการมาวังเวียงครั้งนี้…ก็ดีนะ สงบเงียบเป็นธรรมชาติแท้จริงดี  มีเล่าเสิรมว่าปกติช่วงกลางวันนักเที่ยวที่วังเวียงจะหายหมด แถวๆนี้จะเงียบมาก เพราะพวกนี้จะเช่าห่วงยาง เหมารถไปเล่นน้ำ กระโดดเชือก เล่นสไลด์เดอร์ กินเบียร์ มีบาร์เธคกันที่ริมน้ำซองไกลๆโน่น แล้วเย็นๆใกล้ๆค่ำก็จะนั่งในห่วงยางใ้้ห้ไหลกลับมาที่ท่าน้ำแถวๆบ้านพักนี้ กิจกรรมนี้ควรจะมีเวลาอยู่ที่นี่อีกซักคืนจึงจะเหมาะกับเรา

ซักพักเริ่มคุยกันไปถึงเรื่องประวัติศาสตร์ระหว่างลาว-ฝรั่งเศส และ ลาว-ไทย ทำให้รู้เรื่องราวต่างจากพงศาวดารไทยที่เคยเรียนหนังสือกันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คงเข้าทำนองคนไทยก็ต้องสั่งสอนให้คนไทยรักเมืองไทย คงไม่เล่าเรื่องที่ประเทศเราไปทำไม่ดีไว้กับประเทศอื่นๆ สั่งสอนกันมาแต่เรื่องดีๆที่เป็นชัยชนะของเรา อย่างเช่นเรื่อง พระแก้วมรกต ที่เราเคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า ได้อัญเชิญมาจากประเทศลาว ม้ันก็ทำให้เราเข้าใจเสียเองว่า ลาวยกให้ไทยด้วยความเต็มใจ หาเป็นเช่นนั้น เพราะคุณลุงเล่าว่าไทยต่างหากไปเผาเมืองลาว แล้วโขมยพระแก้วมรกตไปประเทศไทย เฮ้อ! นี่คนไทยที่มาทำงานที่ลาวแล้วหนีสงครามไปฝรั่งเศส 30 ปี ก่อนจะได้เมียลาวแล้วเลยกลับปักหลักจนบั้นปลายชีิวตที่วังเวียงเป็นคนเล่าให้ฟัง เราก็ไม่รู้จะเชื่อดี หรือไม่คิดจะไปเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยใดๆ แค่ฟังหูไว้หู ให้เป็นความรู้รอบตัวเพิ่มขึ้้น…

เมืองวังเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ห่างจากเมืองหลวงกรุงเวียงจันทน์ 154 กิโลเมตร และห่างจากเมืองหลวงพระบาง 210 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มองเห็นสายน้ำกว้างสลับเนินทรายโดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง ทำให้วังเวียงได้ฉายาว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว เพราะถูกโอบล้อมด้วยหุบเขาหินปูน ถ้ำจัง ผาตั้ง และ แม่น้ำซอง หรือ ลำน้ำซอง ที่ไหลผ่าน

วังเวียงเป็นเมืองที่เป็นทางผ่านและเมืองพักกลางทางสำหรับนักเดินทางหรือนัก  ท่องเที่ยวจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง (ถ.หมายเลข 13 เหนือ) สมัยก่อนบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์ผู้ผ่านทางมาที่ วังเวียง ส่วนใหญ่นอกจากจะใช้เป็นจุดพักค้างคืนแล้ว ยังใช้เป็นแหล่งพี้ยาอีกด้วย เพราะบรรยากาศมันพาไปมากๆ ในปัจจุบัน วังเวียง นี้เต็มไปด้วยฝรั่งและชาวต่างชาติไม่ว่าจะมาจากทางฝั่งเอเชียรวมถึงคนไทยก็ มีเยอะ ดังนั้นวัฒนธรรมของที่นี่จะไม่ค่อยเหมือนลาวเมืองอื่นๆที่จะดูเรียบร้อยๆ ที่วังเวียงนี้หากเราเห็นคนนุ่ง Bikini เดินตามท้องถนนก็คงไม่แปลกเท่าใดนัก

บ้านพักที่วังเวียง หรือ Guest House ที่ราคาถูกๆส่วนใหญ่จะเป็นห้องพัดลม ราคาก็เรียกได้ว่าสุดแสนคุ้ม บางที่ๆ เจอตกคืนละ 200 หว่าบาทเอง บางที่ก็มีห้องน้ำในตัว มีเครื่องทำน้ำอุ่น บางหลังก็จะเป็นที่นอนใหญ่ที่เดียว บางหลังก็เป็นที่นอนเดี่ยว 2 – 3 ที่ จริงๆแล้วช่วงที่ไม่ใช่หน้าหนาว แนะนำว่าควรหาที่ๆมี Air นิดนึงก็ดี เพราะด้วยภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยหุบเขา ทำให้มันอับลม บางทีนั่งอยู่ข้างนอกห้องอยู่ดีๆ ขนาดไม่มีแดด แต่เหงื่อออกเยอะซะงั้น ก่อนที่ความต้องการจะเขยิบเข้ามาสู่ที่พักในเมืองที่อยู่ห่างกันไม่ไกล ข้อดีของที่พักโซนนี้ก็คือ หากเป็นนักท่องราตรีมันสะดวกต่อการเดินเที่ยว ดื่ม กิน ยิ่งนัก ซึ่งวันนี้ย่านดาวน์ทาวน์ของวังเวียงคึกคักไปด้วยแสงสี ร้านรวง ผับบาร์ มากหลาย แสดงให้เห็นถึงความโตเร็วและรุกคืบของวัฒนธรรมตะวันตกได้เป็นอย่างดี

นอกจากการดื่มด่ำ ชื่นชมธรรมชาติแล้ว ใน วังเวียง ยังมีกิจกรรมสนุกๆที่เราคงไม่มีโอากสได้ไปทดลอง คือ ลำน้ำซอง หรือ แม่น้ำซอง หรือ สายน้ำซอง ที่เมืองวังเวียง นั้น คือแหล่งทำกิจกรรมแนว Adventure ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งล่องเรือเครื่อง พายคยัค ชื่นชมความงาม โดยเฉพาะการล่อง“กงเบ่ง”หรือ ห่วงยางให้ไหลล่องไปตามสายน้ำนั้นเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมกันมาก นอกจากนี้ยังมี สไลดเดอร์ โหนสลิงกระโดดน้ำ ซึ่งฝรั่งจะชอบมากๆสำหรับกิจกรรมนี้

ที่วังเวียงมีเขาหลายลูกมีหน้าผาอันสวยงามให้ชื่นชม อาทิ ผาแดง ผาฮ้อม(ผาล้อม) ผาปลวก ผานางฮั่ว และ ผาตั้ง ที่อยู่นอกเมืองออกไปราว 20 กม. ผาตั้ง มีสายน้ำซองไหลเลาะเลียบผ่าน มีบ้านผาตั้ง หมู่บ้านเล็กตั้งแอบอิงอยู่ ซึ่งผาแห่งนี้ตามตำนานเล่าว่า พระสุธน(มโนห์รา)ใช้ง้าวฟันภูเขาเกิดเป็นผาตั้งขึ้นมา ดังนั้นชาวบ้านจึงถือว่าเป็นผาศักดิ์สิทธิ์ ห้ามจับปลาบริเวณนั้น ทำให้ ผาตั้ง หลายเป็นเขตอภัยทานไปเลย

นอกจากภูผาเลื่องชื่อแล้ว เสน่ห์แห่งขุนเขายังก่อให้เกิดถ้ำมากมายในวังเวียง ที่เด่นๆก็มี ถ้ำปู่คำ ถ้ำหลุก ถ้ำลม ถ้ำน้ำ และ“ถ้ำจัง” ถ้ำดังแห่งวังเวียง ซึ่งชาวบ้านที่นี่นับถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าเคยเป็นที่ประทับของเจ้าแม่กวนอิมมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ภายในถ้ำมีรูพญานาคเชื่อมต่อกับลำน้ำซอง ถ้ำจัง นี้เคยเป็นที่ซ่อนของคณะปฎิวัติของลาวด้วยล่ะ โดยระหว่างทางไปถ้ำจังจะมีของแปลกอย่างต้นมะพร้าว 2 ยอด

สำหรับคำว่า จัง นี้ มีความหมายประมาณว่าเย็น หรือ หนาวๆ ซึ่งมันก็เย็นสมชื่อ แม้ว่าอากาศข้างนอกจะร้อน แต่พอเข้าไปข้างในถ้ำจะรับรู้ถึงอากาศที่เย็นสมชื่อเลย

เราคงต้องแวะเที่ยวซ่อมที่วังเวียง ตอนไปเที่ยวซ้ำหลวงพระบางอีกครั้ง

Advertisements