วันนี้ต้องรีบแหกตาตื่นกันตั้งแต่เช้า… เราต้องลงไปเดินปล่อยตัวปล่อยใจริมแม่น้ำซองกันเสียหน่อย แม่น้ำซองสายกว้างที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนสูงชัน เมื่อวานเราโชคไม่ดีหมดวาสนาได้ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดเพราะสายฝนตกกระหน่ำไม่เกรงใจนักท่องเที่ยว เช้านี้อากาศปลอดโปร่งยังไม่เจ็ดโมงเช้าแต่แดดแจ่มใส ท้องฟ้าเป็นฟ้าอยู่ รีบออกไปเก็บบรรยากาศและวิวประจำเมืองวังเวียงให้ชุ่มใจและชื่นตาเถอะ

เดินจาก Guesthouse ไปริมตลิ่งแม่้น้ำซอง…. เดินข้ามสะพานไม้ไผ่เล็กๆไปฝั่งตรงข้ามดีกว่า เพราะเราก็ยังไม่มีเป้าหมายในใจว่าจะต้องไปเที่ยวมุมไหน จุดไหนกันบ้าง แต่แค่เดินข้ามสะพานไม้ไผ้มาหยุดนิ่งกลางสะพานก็มองเห็นแม่ซองสายยาวและกว้างได้เต็มสองตา ภูเขาหินปูนฉากหลังในยามเช้าปกคลุมไปด้วยหมอกไอน้ำในยามเช้าจนมองไม่เห็นยอดเขาเหล่านั้น

เช้านี้มองลงจัดจริงๆ หมอกหนาปกคลุมยอดเขาจนหมด เราเลยไม่ได้เห็นยอดเขาหินปูนไฮไลท์ประจำวังเวียงแบบเต็มตาเลย แต่ยอดเขาที่กลายเป็นกลุ่มหมอกไอสีขาวไปหมดนี้ก็สวยงามในอีกมุมมองหนึ่ง คงเป็นความโชคไม่ดีของเราที่เมื่อเย็นวานที่ฝนก จึงไม่มีโอากาสได้เห็นเขาหินปูนนี้จนสุดปลายยอด  และเป็นความน่าเสียดายอีกอย่างที่เมื่อวานเราเลยอดเห็นยอดเขาหินปูนสูงใหญ่นี้ถูกแสงอาทิตย์สีส้มตอนกำลังจะตกดินส่องกระทบเกิดเป็นภาพเงาอยู่ในน้ำด้วย…

แม่น้ำซองเต็มตลิ่งไหลคดเคี้ยวไปตามกระแสและทิศทางที่เคยเป็น น้ำเป็นสีน้ำตาลแดงคงเนื่องจากเป็นน้ำที่ไหลมาจากภูเขากระมัง ชาวบ้านที่นี่คงมีชีวิตเชื่องช้าอยู่ริมน้ำกันอย่างแสนสบานใจ

แต่บรรยากาศรอบๆแม่น้ำซองและภูเขาหินปูนลูกนี้ในยามช้ำ กลับมาปลอบใจและชดเชยความพลาดหวังเมื่อวันวานได้แทบหมดสิ้น ความรู้สึกรอบๆตัวตอนนี้ไม่ทำให้รู้สึกเสียดายที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อออกมาเดินเที่ยวชมความงดงามนี้

หลังจากข้ามสะพานไม้ไผ่เราก็เดินเที่ยวเกาะแก่งที่อยู่ตรงกลางแม่น้ำซองไปเรือยๆ เราทอดรองเท้าเดินปาดน้ำเย็นๆไปตลอดทาง สบายตัวจรดปลายเท้าจริงๆ…  เดินเล่นที่นี่เรื่อยๆให้ความทรงจำรอบๆตัวนี้ซึมซับเข้าไปในความรู้สึกให้เต็มที่ เดินเฉยๆคิดจำแต่เรื่องความสวยงามและก็คิดย้อนเรื่องราวเรื่องเที่ยวในหลายวันที่ผ่านมาเท่านั้น

เดินวนทวนเข็มนาฬิการจนต้องข้ามสะพานแขวนเหล็กกลับมาอีกฝั่งซึ่งสะพานนี้เราต้องเสียเงินค่าข้ามคนละ 2000 กีบเชียว… ตอนนี้เรากะแจงเหลือเงินกีบแค่ 3000 จึงยกทั้งหมดเป็นค่าเดินข้ามสะพานกลับมา จริงๆเรื่องข้ามสะพานที่แม่น้ำซองแล้วต้องเสียเงินให้เอกชนรายหนึ่งก็เป็นเรื่องเล่าต่อกันในเวบท่องเที่ยวอยู่แล้วไม่ใช่เรือ่งแปลกใจ การเก็บเงินค่าเดินสะพานก็เก็บกับทุกๆคนไม่มียกเว้นแม้กระทั่งชาววังเวียงด้วยกัน

หากเรามาเดินเล่นริมน้ำซองยามเย็นซึ่งเป็นช่วงที่แม่น้ำซองแห้งคอด เราจะมองเห็นคนวังเวียง ถกผ้าซิ่นหรือพัีบขากลางเกงเดินข้ามแม่น้ำซองเพื่อจะได้ไม่้ต้องเสียเงินค่าข้ามสะพานกัน…

เราหันกลับมาเดินเลียบถนนเที่ยวชมวิถึคนวังเวียงกันบ้าง วังเวียงดูแตกต่างกว่าหลวงพระบาง ที่นี่ดูเป็นเมืองท่องเที่ยวแสงสีที่เต็มไปด้วยร้านเช่าห่วงยาง ร้านอาหารตามสั่งที่จัดที่นั่งพร้อมหมอนสามเหลี่ยมต้อนรับนักท่องดูทีวีหรือกินดิ่มตามใจชอบ วังเวียงจึงเป็นเมืองที่มีความเจริญต้อนรับการเยือนของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นเรื่อย วังเวียงยามเช้ามีแต่ความสงบเงียบ แต่พลบค่ำก็จะเต็มไปด้วยแสงสีและสีสัน มี Bar เล็กเปิดบริการนักท่องเที่ยวเสเพลมารื่นเริงกินดื่ม ซึ่งมองไปคงไม่ต่างจากพัทยาบ้านเราเท่าไหร่นัก

เป็นเรื่องโชคดีที่เราได้มาเห็นวังเวียงยามเช้า ณ เวลาที่เมืองนี้ยังสงบเงียบ แบบนี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจและควรคู่กับการเก็บไว้เป็นความทรงจำ เมืองนี้ในมุมที่ยังเป็นธรรมชาติทีแท้จริงช่างดูดีกว่าแสงสีที่มาจากการเปิดตัวเองต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมาย .. . วังเวียงยังคงเหลือส่วนที่น่าสัมผัสไว้ด้านหนึ่งที่เราไม่ควรพลา ยิ่งถ้าเราออกไปเที่ยวนอกเมืองที่นี่ก็ยังมีความเป็นธรรมชาติที่เงียบและสวยงามหลงเหลืออยู่อีกมากเช่นกัน เมืองนีี้้น่าจะมีทั้ง 2 ด้านเหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติและแสงสีนะ

อาหารเช้าของเราวันนี้ คือ แป้งจี่ใส่เบคอนและไก่ทอดครึ่งอัน ครึ่งแรกเรากินไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ปกติแป้งจี่หรือขนมปังฝรั่งเศษสอดไส้ต่างๆพร้อมผักเค้าจะขายเต็มอันใหญ่ๆ ชิ้นละ 80 บาท แต่เนื่องจากเมื่อวานเย็นเรากินส้มตำจืดชืดที่ไม่มีความอร่อยจึงเดินริมถนนหาอะไรใส่ท้องเพิ่ม พอเจอร้านแป้งจี่ร้านนี้กำลังทำออเดอร์พิเศษให้ลูกค้าอยู่ เราเลยสั่งตามบ้าง แต่เจรจาต่อรองขอกินตอนเย็นนั้นแค่ครึ่งอันก่อน แล้วอีกครึ่งอันที่เหลือจะมาสั่งเพิ่มตอนเช้า…

9 โมงครึ่งได้เวลาที่รถจะมารับเราออกจากวังเวียงมุ่งหน้าสู่เวียงจันทน์ เราจะใช้เวลาเดินทางแบบพื้นราบประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งเราจะเหลือเวลาอีกครึ่งวันบ่ายสำหรับจัดโปรแกรมเที่ยวรอบนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนที่จะนั่งรถไฟสายเดิมข้ามแดนกลับสู่บ้านเกิดตอนเย็นๆ

การเดินทางจากวังเวียงมานครหลวงเวียงจันทน์จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง  ซึ่งทัศนียภาพระหว่างทางก็สวยงามไม่แตกต่างจากการตอนมาจากหลวงพระบาง เพียงแต่เส้นทางจะไม่คดเคี้ยวและไม่สูงชัน ยอดทิวเขาต่างๆก็ยังคงโดนหมอกไอน้ำห่อหุ้มไว้อีกเหมือนเดิม ตลอดการเดินทางจึงเย็นสบายวันนีี้เราออกเดินทางตั้งแต่เช้าๆ อากาศด้านนอกรถจึงแสนจะเย็นสบาย

สายฝนที่ตกอย่างสม่ำเสมอทำให้ไอน้ำสะสมตัว ล่องลอยขึ้นไปกลางอากาศปิดคลุมยอดเขาต่างๆจนสวยงามได้เช่นนี้เชียวเหรอ

ตอนออกมานอกเมืองวังเวียงโชเฟอร์แอบปิดแอร์ เราเลยเปิดกระจกรับลมสดชื่นๆสดๆได้แบบชัดเจน อากาศบ้านลาวช่างเย็นทั่วตัวหอมสดชื่นไม่มีความรู้สึกว่ามีสารพิษหรือมลพิษเจือปนเลยจริง ชนบทนอกเมืองแม้จะยังไม่เจริญยิ่งใหญ่แต่ก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหมือนกัน หากเราได้อยู่ในชุมชนที่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้และอากาศบริสุทธิ์อย่างนี้ตลดเวลาบ้างคงสร้างความสุขให้กับคนธรรมดาคนนี้ได้อีกมากมาย เราคงมีชึีิวิตยืนยาวและแข็งแรงมากกว่าการทำงกลางเมืองกรุงทุกๆวันนี้

ยังติดใจการนั่งชมวิวสองข้างทางเมืองลาวเสียแล้ว วันนี้เราเกือบไม่ได้หลับมีแอบงีบหรือพักสายตาบ้างบางครั้ง แต่ไม่นานนักก็ตื่นมานั่งชมบ้านเมืองลาวต่อ น่าอิจฉาประเทศลาวที่ยังมีพืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีทิวเขาสวยงามไม่ว่าจะเดินทางไปไหน

มาถึงเวียงจันทน์อย่างปลอดภัยและประทับใจ เรารีบไปติดต่อรถ Skylab นำเที่ยวรอบเวียงจันทน์ซักครึ่งวันกันทันที City Tour วันนี้ต่อรองราคาได้ที่ 600 บาทรวมไปส่งเราที่สถานทีรถไฟท่านาแล้วประมาณ 6 โมงเย็นด้วย การเที่ยวนครหลวงเวียงจันทน์ในเวลาจำกัดเพียงครึ่งวัน เราจำเป็นต้องเลือกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดและแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อประจำเมืองหลวงลาวแห่งนี้ไว้ 4-5 สถานที่ เมื่อสอบถามความเป็นไปได้กับโชเฟอร์ Skylab ว่าโอเคเหมาะสมกับเวลาที่มี พวกเราจึงเริ่ม Vientain City Tour กันทันที

รถ Skylab เป็นรถสาะาณระรับบริการนักท่องเที่ยวรอบๆเมือง คล้ายรถตุ๊ก+รถสองแถวบ้านเรา นั่งก็สบายดี มีลมโกรกเข้ามาทางข้างหน้าต่างได้ตลอด ได้นั่งรถแบบพื้นเมืองเที่ยวลมเย็นๆรอบเมืองไปเรื่อยๆก็คงจะสนุกไม่น้อย ระหว่างที่เราลงไปเที่ยวยังจุดต่างๆ จำเป็นต้องฝากเป้ใหญ่ไว้ในรถ คนขับรถมีหน้าที่ขับรถและคุยเรื่องลาวๆและตอบคำถามคนไทยสองคนไปเรื่อย แ่ต่จะไม่ลงไปเป็นไกด์ให้เราหลอกนะ

นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นเขตที่ตั้งของกรุงเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาว ลักษณะการปกครองคล้ายกับกรุงเทพมหานคร อยู่ทางตอนกลางของประเทศลาว มีเมืองเอกคือจันทะบูลี มีเขตติดต่อเป็นชายแดนกับประเทศไทยระหว่างเวียงจันทน์กับหนองคายของประเทศไทย ทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 แขวงนครหลวงเวียงจันทน์เป็นแขวงที่เจริญที่สุดใน 18 แขวงของประเทศลาว เขตปกครองนี้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยแยกออกมาจากแขวงเวียงจันทน์ เดิมชื่อ “กำแพงนครเวียงจันทน์” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “นครหลวงเวียงจันทน์”

เวียงจันทน์ เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ประชากรในตัวเมืองมีประมาณ 200,000 คน (ค.ศ. 2005) แต่ประชากรทั้งหมด ที่อาศัยในกำแพงนครเวียงจันทน์ เชื่อว่ามีอยู่ถึงกว่า 730,000 คน ประวัติพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงสถาปนาเวียงจันทน์ขึ้นเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้าง เมื่อ พ.ศ. 2103 ครั้นเมื่อล้านช้างเสื่อมอำนาจลง ในปี พ.ศ. 2250 เวียงจันทน์กลายเป็นอาณาจักรอิสระ เรียกว่า อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2322 เจ้าพระยาจักรีของไทย (ในสมัยกรุงธนบุรี) ยกทัพมาปราบดินแดนลาวทั้งหมด อาณาจักรเวียงจันทน์ตกเป็นประเทศราชของไทยนับตั้งแต่นั้นมาพ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์แห่งเวียงจันทน์องค์สุดท้ายพยายามรวบรวมกำลังเพื่อก่อการกบฏและกู้ชาติจากไทย รัฐบาลไทยจึงส่งกองทัพยกขึ้นมาปราบปรามเมืองเวียงจันทน์ และจับเจ้าอนุวงศ์ไปลงโทษที่กรุงเทพ ส่วนเมืองเวียงจันทน์นั้นถูกทำลายย่อยยับ เหลือรอดเพียงแต่พระอารามสำคัญไม่กี่แห่ง

(@)พิพิธภัณฑ์พระแก้ว

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรล้านนาทางภาคเหนือของไทย เพราะหอพระแก้วใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต สมัยที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชอัญเชิญมาจากเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ 2101 และอยู่ที่เวียงจันท์นานถึง 225 ปี จึงถูกอัญเชิญกลับพระนคร (สยามประเทศ) โดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในสมัยที่ยกทัพมาตีกรุงเวียงจันทน์

หอพระแก้วที่กรุงเวียงจันทน์นี้ เป็นวิหารขนาดใหญ่ที่มีความงดงามมาก ทั้งภายในและภายนอกไม่ได้ทาสีหรือใช้กระจกสีแต่งประดับเหมือนกับวิหารในเมืองไทย จึงมองเห็นเนื้อปูนที่ผสมออกเป็นสีน้ำตาลปนแดง ดูคล้ายกับเป็นของเก่าที่ดูเคร่งขรึม ออกไปแนวคลาสสิค ภายในวิหารหอพระแก้วมีของเก่าแก่ล้ำค่ามากมายเช่นพระพุทธรูปปางต่างๆ ส่วนภายนอกก็ตั้งแสดงวัตถุโบราณในยุคขอม เช่นศิลาจารึก พระพุทธรูป และเทวรูปต่างๆ ที่งดงาม ล้ำค่ามาก นึกในใจว่าหากเป็นเมืองไทยก็คงไม่ยอมนำมาตั้งให้เสี่ยงต่อการโจรกรรมแบบนี้แน่

สถานที่ประดิษฐาน ” พระแก้วมรกต ในสมัยที่อัญเชิญมาจากเมืองหลวงพระบางเพื่อหลบภัยพม่า  ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน เพราะพระแก้มรกตองค์ปัจจุบันได้รับการอัญเชิญลงมาประทับที่ ” กรุงเทพมหานคร ” ในสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นผู้อัญเชิญ หอพระแก้ว ตั้งอยู่บริเวณถนนไชยเชษฐา ติดกันกับ ” หอคำ ” ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของประธานประเทศคนที่2

(@) พิพิธภัณฑ์ศรีสะเกษ อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์พระแก้ว สร้างขึ้นโด ยเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี 2361 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 ของประเทศไทย

ว่ากันว่า รูปแบบการก่อสร้างวัดสีสะเกด เจ้าอนุวงศ์นำมาจากศิลปะไทย โดยเฉพาะระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ ซึ่งช่างลาวน่าจะได้แบบมาจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดอรุณราชวราราม หรือวัดเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ภายในวัดมีหอไม้โบราณ ที่เรียกว่า  ‘หอไตร’ มีรูปทรงสวยงาม คล้ายมณฑป หลังคาสูงลดหลั่นกันลงมา

หลังจากชมวัดศรีษะเกษ เรานั่งรถ Skylab ผ่านตัวเมืองเวียงจันทน์ ทำให้เห็นว่าเมืองเวียงจันทน์ไม่ใหญ่โตมากนัก ตึกสูงๆส่วนใหญ่เป็นสถานที่ราชการ ส่วนอาคารของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ยังเห็นน้อยมาก สำหรับการจราจรในกรุงเวียงจันทน์เรียกว่าคล่องตัวมาก บนถนนก็มีรถค่อนข้างน้อย ทั้งที่วันนี้เป็นวันธรรมงานตามปกติ

(@) อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ หรือ ประตูชัย สิ่งก่อสร้างที่รัฐบาลฝรั่งเศสสร้างไว้ในในสมัยที่ยังปกครองดินแดนแห่งนี้ ตั้งใจว่าจะเป็นอนุสรณ์แห่งการครอบครอง  แต่ทว่ายังไม่ทันก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ประเทศลาวได้สถาปนาอิสรภาพขึ้นมาก่อน รัฐบาลลาวและประชาชนจึงพร้อมใจกันขนานนามสิ่งก่อสร้างนี้ว่า ” อนุสาวรีย์แห่งชัยชนะ ” เนื่องในโอกาสที่ได้รับอิสรภาพ และไม่ได้ทำการสร้างต่อให้เสร็จสมบูรณ์แต่อย่างใด คงปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นอนุสรณ์แห่งความพ่ายแพ้ของเจ้าอาณานิคมมาจนปัจจุบัน

ลักษณะของสถาปัตยกรรมมีความคล้ายคลึงกับประตูชัยแห่งกรุงปารีส  เมืองหลวงของฝรั่งเศสเอง

ประตูชัยแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รันเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้ ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่างสงครามอินโดจีน แต่ไม่ทันได้สร้างเพราะอเมริกาแพ้สงครามเสียก่อน จึงนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะล้านช้างและศิลปะฝรั่งเศส

ประตูชัยสร้างขึ้นด้วยอิฐถือปูนมีขนาดใหญ่สวยงาม เด่นเป็นสง่า มีประตูวงโค้ง 1 ประตู ข้างบนทำเป็นยอดปราสาท 5 ยอดตั้งอยู่บนอาคารแบบศิลปะลาวโดยแท้ มีบันไดทางขึ้นเป็นชั้นๆ เดินขึ้นไปบนยอดประตูชัย เพื่อชมวิวทิวทัศน์โดยรอบของเมืองเวียงจันทน์ได้โดยเสียค่าบัตรผ่านประตู โดยเดินขึ้นบันได้แคบๆไปประมาณ 3ชั้น โดยระหว่งชั้นจะมีแผงลอยขายของที่ระลึกเหมือนตลาดนัดเต็มไปหมด ช่างเป็นภาพที่ไม่งดงามและเป็นบรรยากาศที่ไม่น่าจดจำจริงๆ

เมื่อขึ้นไปถึงบ้านบนจะมีช่อง 4 มุมที่สามารถชมเมืองเวียงจันทน์ในมุมสูงได้ โดยรอบๆประตูชัยจะเป็นที่ตั้งของกระทรวงมหาดไทยและสถานที่ราชการสำคัญๆ วันนี้เป็นวันธรรมดาจึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาด้านบนประตูชัยนี้เท่าใดนัก เราเลยได้โอกาสสอดส่องเมืองเวียงจันทน์ในมุมต่างได้ตามใจชอบ เสียอย่างเดียวบนนี้ไม่มีหลังคาและลมพัดแรงมากไปหน่อย

ด้านหน้าประตูชัยจะมีน้ำพุซึ่งจะเปิดพร้อมแสงสีตอนเย็นหลังหกโมงเย็นในวันธรรมดา ส่วนวันหยุดจะเปิดทั้งวัน เป็นอันโชคไม่ดีสำหรับเรา…

ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประจำนครหลวงเวียงจันทน์ไป 3 แห่งก็เืกือบบ่าย 3 โมง พวกเราคงต้องรีบทำเวลามากขึ้นสำหรบการเดินทางเที่ยวตามโปรแกรมที่คิดไว้ แม้ผ่านมาหลายที่แต่ยังสนุกและประทับใจ ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของทั้งลาวและไทยมากขึ้น แม้จะเหนื่อย เหงื่อออกไหลซึมบ้างแต่ก็ยังไม่ย่อท้อ

อากาศที่สดใสท้องฟ้าโปร่งมีแดดพลุบๆโพล่มาตลอดเริ่มกลายเป็นมืดครึ้ม มองไปทางขวามือไกลเห็นกลุ่มเมฆดำก้อนใหญ่เต็มท้องฟ้า แสดงว่า ด้านนั้นสายฝนกำลังเทกระหน่ำอย่างแรงแน่นอน ซึ่งบริเวณที่ท้องฟ้าดำปี๋และฝนกำลังตกอยู่นั้นคือจุดหมายต่อไปของเรา

(@) พระธาตุหลวง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเวียงจันทน์แห่งนี้ ซึ่งพอมาถึงด้านหน้าของพระธาตุฝนยังตกหนักไม่หยุด จนพวกเราต้องจอดรถรอฝนซาอยู่ด้านหน้าเกือบ 1 ชั่วโมง เพราะบริเวณพระธาตุเป็นสถานที่โล่งโปร่ง หากฝนตกเราคงไม่สามารถเดินเข้าไปนมัสการพระบรมสาิริกธาตุได้

ฝนตกไม่ยอมซาเม็ดแต่ก็เย็นสบายได้ชมพระธาตุอยู่ไกลๆท่ามกลางสายฝนที่ลงเม็ดอย่างต่อเนื่อง ระหว่างรอมีแม่ชีขอขึ้นรอมาหลบฝนด้วย พวกเราเลยใช้เวลาว่าระหว่างรอฝนหยุด พูดคุยกับโชเฟอร์ชาวเวียงจันทน์เกี่ยวเรื่องรอบๆตัว การใช้ชีิวิต การทำมาหากิน ค่าครองชีพ โชเฟอร์ก็เต็มใจเล่าเรือ่งราวต่างๆตามประสบการณ์ให้พวกเราฟัง ได้เปิดใจได้ระบายเรื่องปากเรือ่งท้องบ้างคงสบายใจขึ้น แต่ก็น่าเห็นใจ เวียงจันทน์ค่าครองชีพสูงมากพอๆกับกรุงเทพฯทีเดียว

ซักพักมีแหม่มคนหนึ่งที่นั่งรถมาจากวังเวียงด้วยกัน เดินตากฝนมุ่งตรงมา คงกำลังจะเข้าไปเที่ยวพระธาตุหลวงเหมือน พวกเราจึงกวักมือเรียกมาหลมฝนรวมตัวอยู่ด้วยกันในรถนี้…

ฝนตกชุ่มช่ำ แต่ในรถกลับอบอุ่นด้วยคนที่มาจากคนละทิศทาง

ฝนยังคงตกหนัก เราไม่สามารถเดินเข้าไปเที่ยวพระธาตุ โชเฟอร์เริ่มกังวลใจเพราะจะต้องรีบกลับไปรับลูกสาวที่ฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็กก่อนบ่าย 4 โมงครึ่ง แหม่มฝรั่งที่คุยกันสนุกๆในช่วงแรกก็ไม่อยากจะรอจนฝนหยุดสนิทดี ให้พวกเราเจรจากับร้านขายร่มที่ตั้งร้านอยู่ใกล้ๆรถ Skylab ของเรา เมือ่พวกเราช่วยต่อรอคาจนเป็นที่น่าพอใจ หล่อนก็กางร่มแดงโบกมือลาพวกเราเดินล่วงหน้าเข้าไปเที่ยวชมพระธาตุหลวงก่อน

ซักพักโชเฟอร์เริ่มทนไม่ไหว สายฝนเริ่มเตรียมตัวหยุดลงเม็ด แต่ยังพอมีละองงฝนกระจายไปทั่วอยู่ ปกติรถทั่วไปจะส่งนักท่องเที่ยวได้แค่บริเวณด้านหน้านี้เท่านั้น พวกเราต้องเดินเท้าต่อเข้าไปยังพระธาตุอีกประมาณ 200-300 เมตร แต่ตอนนี้ฝนยังลงเม็ดและไม่คิดว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาห้ามหรือจับรถที่ผ่านเข้าไป โชเฟอร์จึงยอมเสี่ยงตามและเสี่ยงโทษนำพาเราสองคนไปส่งยันหน้าประตูพระธาตุทันที พวกเราจะได้รีบเที่ยวรเค้าจะได้รีบกลับไปรับลูกด้วยกระมัง

ติดฝนอยู่นาน พอฝนหยุดท้องฟ้าเริ่มเปิดตัว ปลอดโปร่งทันที แต่เรากลับเหลือเวลาสำหรับเที่ยวพระธาตุน้อยลงไปเยอะ ต้องรีบทำเวลาเพื่อโชเฟอร์ลาวจะได้ไปรัีบลูกทัน และเราจะไปไม่ได้ต้องตาเหลือกไปสถานีรถไฟด้วยเช่นกัน

วัดพระธาตุหลวง สัญญลักษณ์ของลาวและวัดคู่บ้านคู่เมือง กรุงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นวัดที่มีความหมายต่อชาวลาวทั้งประเทศ และเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยที่สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชได้้ย้ายเมืองหลวงของราชอาณาจักรล้านช้าง หรือจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์ และทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ ครอบเจดีย์เก่าที่เป็นเทวสถานของขอม เมื่อปี พ.ศ.2109 เรียกได้ว่าวัดพระธาตุหลวงคล้ายนี้กับเมืองไทยที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้าให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งพระนคร

เมื่อเดินพ้นซุ้มประตูขนาดใหญ่มาแล้วก็จะเป็นลานกว้าง มองเห็นพระธาตุเจดีย์สีทองโดดเด่น ภายในจะเห็น อนุสาวรีย์ของสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์นักรบและ วีระบุรุษแห่งอาณาจักรล้านช้าง ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ลานหน้าพระธาต… และคนไทย (โดยเฉพาะคนภาคเหนือ) คงน้อยคนนักที่รู้ว่าพระองค์เป็นกษัตริย์จากอาณาจักรล้านช้างที่เคยมาปกครองเมืองเชียงใหม่ หรือเมืองเอกของล้านนา เมื่อ พ.ศ 2094 – 2101 (ราว 7 ปี ) ซึ่งขณะนั้นอาณาจักรล้านนาว่างเว้นจากกษัตริย์ ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาฯเสด็จกลับ ก็อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงใหม่มาไว้ที่เวียงจันทน์ด้วย

เสร็จโปรแกรม City Tour นครหลวงเวียงจันทน์ครบตามกำหนดการและได้เวลาที่จะต้องมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟท่านาแล้งพอดี โชเฟอร์นำทัวร์หันมาบอกว่า คงไม่สามารถไปส่งพวกเราที่สถานทีรถไฟได้แต่จะพาไปส่งพวกเราที่วินรถ Subaru ซึ่งเป็นญาติๆกันให้เค้าไปส่งเราแทนโดยพวกเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด เพราะตัวเค้าคงต้องรีบไปรับลูกสาว ซึ่งเราไม่รู้ว่านี่คือข้ออ้าง หรือ เค้าทำเป็นธุรกิจส่งต่อกินหัวคิวกัน เพราะเมื่อเรานั่ง Subaru อีกคันซึ่งขับได้เร็วกว่ารถ Skylab คันนี้อย่างมาก และระยะทางจากเวียงจันทน์มาที่สถานีรถไฟท่านาแล้งก็ไกลมาก หากเราต้องนั่งรถ Skylab ของเค้าทีวิ่งได้ด้วยความเร็วประมาณ 20-30 กม มาที่สถานีรถไฟนี้คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงคงจะมาถึง และคงจะไม่ทางเป็นไปได้ที่ ด้งนั้นเราจึงปรึกษากันว่า เค้าคงรู้ตั้งแต่ตอนเราไปติดต่อเหมารถแล้วหละว่าจะมาส่งพวกเราถึงสถานีรถไฟไม่ได้ แต่อยากได้เงินบางส่วนจากการนำเที่ยวรอบๆเมือง จึงตกปากรับคำแล้วนำพวกเรามาส่งต่อให้รถสองแถวอีกคัน

แต่ไม่คิดมาก เค้าก็ไม่ไ้ด้หลอกลวงรุนแรง ดูเค้าก็ซื่้อๆและต้องทำมาหาเงินไปเลี้ยงครอบครัว จึงจำเป็นต้องหารายได้ในทุกๆวิถีทาง ช่วงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเทียวอยู่ด้วย การใช้วิธีนี้จึงน่ามีเหตุผล รถสองแถวที่มารับช่วงต่อก็ให้บริการเราเป็นอย่างดี… ไม่ถือว่าเป็นการหลอกลงที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยอย่างเราเสียความรู้สึก

มาถึงสถานีรถไฟท่านาแ้ล้งก่อนเวลารถไฟออกเกือบ 1 ชัวโมง จึงมีเวลาให้เราทำเรื่องที่จุดตรวจคนเข้าเมืองให้เรียบร้อยแล้วยังมีเวลาเหลือใ้ห้เราเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า ฉี่ทิ้งไว้ที่ประเทศลาว และนั่งพักเหนื่อยต่อได้อีกพักใหญ่ เรามาก่อนเวลาอย่างโชคดี เพราะหลังจากเรากลับมานั่งพักก็มีนักท่องเทียวกลุ่มใหญ่มาต่อแถวซื้อตั๋วรถไฟ และ ยื่นหนังสือที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หากเรามาช้าคงต้องยืนต่อแถวขาแข็งแน่ๆ

เส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ หนองคาย-ท่านาแล้ง เป็นโครงการระยะแรกของโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟจากหนองคายถึงนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางรถไฟผ่านทวีปเอเชีย (Trans Asian Railway) ขององค์การสหประชาชาติ ผู้สนับสนุนเงินทุนมาจากสำนักความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ประเทศไทย ซึ่งเมื่อปี พ.ศ.2543 รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการขนส่งทางรถไฟ ซึ่งได้สร้างรางรถไฟไว้ตรงกึ่งกลางสะพานของสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หลังจากนั้นได้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ก่อสร้างทางรถไฟจากกึ่งกลางสะพานมิตรภาพเชื่อมต่อกับสถานีหนองคายใหม่ ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร (กม.)

ภายหลังการเปิดใช้บริการรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้ง ผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางด้วยรถไฟ จะต้องทำหนังสือผ่านแดน หรือบัตรผ่านแดน (Border Pass) เช่นเดียวกับการเดินทางด้วยรถยนต์ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว โดยจังหวัดหนองคายจะจัดเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ของอำเภอเมืองหนองคายให้บริการทำบัตรผ่านแดน ณ สถานีรถไฟหนองคายเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง นอกเหนือจากจุดให้บริการเดิมที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอป ศูนย์ราชการจังหวัดหนองคาย และที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย พร้อมทั้งจะมีการจัดชุดปฏิบัติการเพื่อป้องกันรักษาความมั่นคง ป้องกันการลักลอบกระทำความผิดกฎหมาย ทั้งอาชญากรรมและสิ่งเสพติด อัตราค่าโดยสรถชั้นที่ 3 ราคา 20 บาท

วันนี้อากาศปลอดและโปร่ง ไม่มีฝนตกแม้แต่น้อย เราเลยได้นังรถไฟข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำโขงกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนสมใจอยาก แม่น้ำโขงกว้างสุดและยาสุดายตาได้เห็นเต็มๆตาเสียที

มาถึงสถานีหนองคาย พวกเราตะลอนเที่ยวคลุกฝุ่นมาทั้งวัน แจงคิดว่าพวกเราควรจะอาบน้ำให้หอมฉุยแล้วคอ่ยอะไรกินก่อนนั่งรถไฟกับกรุงกัน แต่การอาบน้ำครั้งแรกที่สถานีรถไฟช่างแสนเย็นสบายเสียค่าอาบน้ำ 10 บาทนั้นทำเอาเราอาบน้ำสระผมอยู่นาน กว่าจะแต่งตัวเรียบร้อยก็ไม่เหลือเวลาให้พวกเราพิรี้พิไรหาของกินที่บริเวณชานชลาเสียแล้ว ซึ่งจริงๆที่สถานีนี้ก็ไม่ได้มีอาหารตามสั่ง หรือ ร้านค้าน่ากินใดๆ มีแต่้ร้านขายลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอดของโปรดแจง กับร้านขายของทั่วไป

พวกเราแยกย้ายไปซื้อไส้กรอก ลูกชิ้นทอด พร้อมมาม่า นม น้ำดื่ม ขึ้นไปกินบนรถไฟระหว่างเดินทางกลับบ้านแล้วกัน…

ทริปนี้ขอตั้งชื่อว่า ‘ลั๊ลลาว หลวงพระบาง 2011 ‘ ทริปลาวๆของลาวสองคน

Advertisements