เดี๋ยวนี้ต้องตั้งนาฬิกาปลุกตัวเองขึ้นมากินยา และ กินข้าวเช้าตอนแปดโมงทุกวัน
การตื่นแต่เช้าๆก็ทำให้มีโอกาสรับลมและอากาศสุดสดชื่น
โดยเฉพาะวันนี้…ตื่นมาพร้อมกับอากาศครึ้มเย็นสบาย ฝนตั้งท่าจะลงเม็ดเบาๆ
หรือว่าตกหนักไปแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ละอองก็ไม่รู้นะ
ดันหลับสนิท…ไม่รู้เรื่องราวก่อนหน้านี้

อากาศเช้านี้น่านอนหลับอุตุเป็นที่สุด
ถ้าไม่ตั้งนาฬิกาปลุก…คงนอนอุดตุจนสายโด่งตามนิสัยเช่นเคย

ออกจากบ้านขณะที่ฝนยังโปรยปราย ท้องฟ้าครึ้มฝนไปทั่ว
เก้าโมงกว่าแล้วง..แต่ยังไม่มีแดด มองไม่เห็นดวงอาทิตย์แม้แต่น้อย
วันนี้บรรยากาศน่าจะเป็นแบบง่วงซึมกล่อมนอนแบบนี้ทั้งวัน
เราไม่มีโอกาสนอนให้ฝนพรำกล่อมหลับแล้วหลับอีก
เพราะมีภาระกิจและนัดหมายสำคัญ…

ไปวัดชลประทาน…ทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์ รับศีล
จะได้หมดทุกข์ หมดโรค หมดภัย…
เจ็บป่วย ไม่สบาย จนต้องเข้ารพ. วันนี้ขอไปไหว้พระให้จิตใจสบายหน่อยก็ดี

ระหว่างทาง ตั้งแต่ถนนรามอินทรา หลักสี่ แจ้งวัฒนะ…
สายฝนลงเม็ดอ่อนตลอดทาง ถนนเปียกเพราะน้ำฝนสะสมมานาน
อากาศน่านอนอีกแล้ว ฝนปรอยทำให้ผู้โดยสารอย่างเราง่วงหาวแบบไม่เกรงใจ
คนขับยังต้องทนถ่างตา หาวตามบ้าง
แต่ยังคงขับรถมุ่งหน้าพาเพื่อนยังจุดหมายตามความตั้งใจ…
Music day ของ Greenwave ช่างเข้ากับบรรยากาศฝนพรำแบบตกๆหยุดๆ
เพลงช้าๆฟังสบายแบบไม่มี DJ พูดขัดจังหวะ ช่างทำร้ายผู้คนบนถนนที่นอนหลับไม่ได้จริงๆ

พอถึงวัดชลประทาน..กลับไม่มีสายฝน
ถนนแห้งแต่ท้องฟ้าสีเทาๆไม่่ต่างจากที่เห็นมาก่อนหน้านี้
10.30 รีบใส่บาตร มีการเปลี่ยนแผนเล็กน้อย
ท่านเจ้าอาวาสบอกให้พระ…ให้พรก่อนแล้วค่อยฉันข้าวกัน
กันไว้ก่อน…หากฝนมาจะได้ทางใครทางมันได้ทันที


ณ ลานหินโค้ง เริ่มมีสายฝนลงเม็ดเบาๆ สลับกับแดดอ่อน
ฝนที่ตกยังเม็ดเล็กน้อยนัก ไม่ถึงกับต้องม้วนเสื่อหนีกัน
ต้นไม้ใหญ่ภายในลานหินโค้ง…
วันนี้แผ่กิ่งก้านกันละอองฝนแทนกันแสงแดดให้ผู้คนใต้ต้นไม้
เริ่มสวดมนต์ตามผู้นำเช่นเคยระหว่างที่พระรอบลานหินโค้งฉันอาหาร
เรายังเคลิ้มกับอากาศแสนวิเศษ…ทีทำให้เราตั้งใจสวดมนต์ได้แต่ช่วงแรก
ซักพักนั่งกอดออก หาวน้อย หาวใหญ่
พยายามสลัดตัวขี้เกียจ กลับมามีสมาธิกับการสวดมนต์ก็ยากยิ่งเต็มที

วันนี้ซื้อธูปห่อ เทียนแผงมาร่วมถวายสังฆทานหมู่ และตักบาตรหนังสือ(พิมพ์)ตามเดิม
นำดอกกล้วยไม้กำใหญ่ไปไหว้หลวงพ่อปัญญาด้วย…
หลังเสร็จพิธี…ผู้คนเริ่มแยกย้าย บางส่วนก็ต่อแถวรอกินข้าวก้นบาตร
พวกเรากำลังจะม้วนเสื่อด้วยความง่วง…มีคนเอาข้าวหมูแดงมาแบ่งใ้ห้กินคนละห่อ
กินข้าวหมูแดงในลานหินโค้ง…แบบร่มเย็น
อร่อยแบบเรียบง่าย ในบรรยากาศเงียบสงบ
ทำบุญวันนี้ คงหมดทุกข์ หมดโรค และคงจะเริ่มมีโชค มีลาภบ้างนะ

ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
กำลังจัดแสดงโขน ชุด ศึกมัยราพณ์…
มีบัตร VIP เหลือตกทอดมาถึงสมาชิก 2 คน
ลองไปดูการแสดงแบบไทยแทนการดูคอนเสิร์ตดูซักหน
แม้น่าจะดูไม่รู้เรื่อง แต่ก็คงน่าสนุกไม่น้อย…เพราะมันอลังการหนุมานตัวใหญ่มาก

เรารู้จักโขนกันตั้งแต่สมัยเด็ก พร้อมกับบทเรียนในหนังสือ รวมทั้งรายการทีวีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยต่างๆ
แน่นอนว่าในลึกๆ แล้วเรารู้ดีว่านี่คือศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีคุณค่ามากมาย
แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรกันที่เราคนไทยหันมามองเห็นโขนอีกที
ก็กลายเป็นการแสดงประดับร้านอาหารหรือโรงแรมให้นักท่องเที่ยวฝรั่งมาดู
ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ไปบ้าเห่อของนอกกันหมดพร้อมกับตราหน้าโขนว่า
“ดูยาก” “น่าเบื่อ” “เข้าไม่ถึง” และ “แก่”
เราคงไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าการแสดงโขนนั้นเป็นศิลปะชั้นสูงที่ดูไม่ง่ายเสียทีเดียว
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะให้ความคิดนั้นมาเป็นอคติมาจนปฏิเสธการแสดง

ศึกมัยราพณ์เป็นหนึ่งในตอนของรามเกียรติ์ที่ขึ้นชื่อว่าสนุกตอนหนึ่งว่าด้วย..
เหตุการณ์ที่พระรามยกทัพมาถึงเชิงเขาแก้วมรกต
ทศกัณฐ์จึงแจ้งให้มัยราพณ์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองบาดาลรีบมาช่วยกำจัดตัดศึกเสีย
มัยราพณ์รับบัญชาและหุงสรรพยาเพื่อใช้สะกดทัพพระราม
ฝ่ายทัพพระรามก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี พิเภกทูลว่าเป็นลางร้าย
พระรามจะถูกยักษ์มาจับตัวไปขังที่เมืองบาดาล
เคราะห์นี้จะผ่านพ้นไปเมื่อดาวประกายพรึก (ดาวศุกร์) ขึ้นแล้ว
ทำให้ทัพพระรามตั้งเวรยามแน่นหนา โดยหนุมานอาสาขยายกายอมพลับพลาไว้อีกชั้นหนึ่ง

แต่ด้วยฤทธิ์ของแก้วกล่องวิเศษ ทำให้มัยราพณ์ลวงทัพพระรามและสะกดทัพ
ก่อนจะแบกพระรามไปขังไว้ที่เมืองบาดาลได้ หนุมานจึงต้องตามลงไปที่เมืองบาดาลผ่านด่านต่างๆ
ตั้งแต่ภูเขาชนกันเกิดเป็นเพลิงกรด ยุงตัวเท่าแม่ไก่
และด่านสระบัวที่ได้เจอกับมัจฉานุก่อนจะได้รู้ว่าเป็นพ่อลูกกัน
หนุมานตามบุกมายังถึงท้องพระโรงของเมืองบาดาล สู้รบกับมัยราพณ์จนไปท้าดวลด้วยการตีด้วยต้นตาล
ก่อนที่หนุมานจะชนะ สังหารมัยราพณ์ให้สิ้นไปและพาพระรามกลับยังพลับเพลา
พร้อมการอวยพรของเหล่าเทวดานางฟ้า

โขนชุดศึกมัยราพณ์นับว่าเป็นความพยายามที่ดีที่น่ายกย่อง
กับการพยายามให้ศิลปะไทยที่เคยอยู่ในภาวะรวยรินพลิกฟื้นกลับมามีชีวิตอย่างรุ่งโรจน์
แน่นอนว่าในความจริงมันก็อาจจะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนได้ทั้งหมด
แต่สำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ได้ไปดูก็จะเห็นว่ามันมีมุมมองต่างๆ ที่เราพอจะสัมผัสและซาบซึ้งกับมันได้ไม่มากก็น้อย
มันอาจจะไม่ได้ฉึบฉับและรวดเร็วแบบที่ความบันเทิงสมัยใหม่โยนเข้าใส่เรา
แต่ในเวลาที่ช้านั้นก็ฉุดให้เราจดจ้องกับรายละเอียดอันอ่อนช้อย
รวมทั้งใช้สมาธิกับการเสพศิลปะและรับรู้สิ่งรอบข้างให้มากขึ้น
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่สังคมอันมองภาพแบบฉาบฉวยในปัจจุบันกำลังต้องการอยู่ก็เป็นได้

Advertisements