วันนี้ไปหาคุณหมอ พนิดา ติดตามอาการโรค GERD ต่อตามปกติ เช้านี้ก็รู้สึกแน่ท้อง ปวดแสบหน้าอก เริ่มออกอาการตามปกติ กินยา กินข้าเช้าตามปกติ แล้วนั่ง Taxi ไปหาหมอเกือบ 11 โมงเช้า ระหว่างเดินทางอาการแน่นท้องยังไม่ลดลงเหมือนปกติ สงสัยตื่นเต้นจะได้เจอหน้าหมอเลยแสดงอาการท้าทายกระมัง

ไปถึงโรงพยาบาลรอคิวเกือบ 1 ชั่วโมง พอได้ตรวจก็คุยกันตามปกติ อาการต่างๆของโรคกรดไหลย้อนก็ยังเป็นๆหายๆ มีทุเลา มีน้อยหนักบ้างเบาบ้าง ซึ่งอาการแต่ละครั้งที่ของขึ้นมันก็ไม่ได้ทรมานหรือรุนแรง เพียงแต่แค่รู้สึกรำคาญบ้าง พอรู้ตัวว่ามีอาการก็เหมือนเป็นเรื่องชินชากลายเป็นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

แต่เมื่อคุยกับคุณหมอพนิดาเรื่องอาการทั่วๆไป หมอให้นอนบนเตียง กดท้องทั่วไป ตอนแรกคุณยังคิดว่าจะส่องกล้องอีกรอบ เพื่อตรวจหลังจากส่งไปแล้วเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ว่ามีความผิดปกติเพิ่มขึ้นหรือเปล่า อยากจะตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะด้วย เพราะผ่านการรักษามามากกว่า 2 เดือนเรายังแสบท้อง ปวดท้องอยู่บ้าง… คุณหมอบอกว่าการตัดชิ้นเนื้อที่แผลในกระเพาะไปตรวจเมื่อครั้งนั้นอาจจะยังไม่พบ แต่เจ้าแบคทีเรียมันอาจจะเกิดขึ้นหลังจากนั้น หรือ สามารถรอดพ้นการตรวจด้วยวิธีการแรกไปได้

หมอวินิจฉัยแล้วเปลี่ยนใจ โทรไปหาคุณหมอทศพล เพื่อให้เรารองไปปรึกษาถึงกระบวนการรักษาและตรวจ GERD อีกวิธีหนึ่ง แล้วส่งไปเราไปปรึกษากับคุณหมอคนนี้ต่อไป

คุณหมอทศพล จะชำนาญในเรื่องการสอดใส่ชิ้นส่วนหนึ่ง ซึ่งมันมีชื่อทางการแพทย์ที่เราไม่เข้าใจนัก เอาเป็นว่าคล้ายๆ ชิบ หรือ ตัวเซนเซอร์อะไรซักอย่าง ใช้วิธีการส่องกล้องแล้วนำเจ้าชิ้นส่วนเล็กๆนี้ไปแปะไว้ที่ทางเดินอาหารส่วนปลาย ใช้เวลาประมาร 24 ชั่วโมง แล้วเจ้าชิ้นส่วนนี้ก็จะหลุดออกมาแล้วก็ไหลตามอึออกสู่โรคภายนอกได้ตามปกติ

เมื่อแปะชิ้นส่วนนี้ลงไปในท้อง จะมีเครื่องมืออีกตัวคล้ายๆแพ็คลิ้งคอยเก็บข้อมูลในต่างๆในท้องเราเอาไว้ เพื่อให้คุณหมอนำวินิจฉัยและทำการรักษาที่ถูกต้องต่อไป โดยเครื่องนี้จะเก็บสถิติ ปริมาณกรดที่ไหล ในแต่ละช่วงเวลาเป็นต้น

คุณหมอให้ข้อมูลเพิ่มว่า การรักษาด้วยวิธีการนี้ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าที่ผ่านมาได้ทำการรักษากรดไหลย้อนและให้ยารักษาถูกวิธีหรือยัง เช่น ดูว่าให้ยาระงับกรด PPI ไปแล้วทำไมกรดยังไหลย้อนออกมาอีก , กระเพราะมีลักษณะการบิดตัวเป็นอย่างไร , หลอดอาหารเราทำงาน Sensitive ต่อสิ่งที่มากระทบเร็วเกินไปหรือเปล่า รวมถึงตรวจให้แน่ใจว่า สิ่งที่ไหลย้อนออกมาคือกรด หรือ น้ำดี หรือเป็นสิ่งอื่นใด

เมื่อตรวจได้ชัดเจนว่าสาเหตุที่อาการแน่หน้าอก แสบร้อนคอ ยังคงอยูที่แท้จริง จะได้ทำการรักษาที่ถูกต้อง จะปรับยา เปลี่ยนกลุ่มยาใหม่ จะรักษาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นต่อไป หมอบอกว่าการรักษาแบบนี้ต้องนอนที่รพ. 1 วัน ค่าใช้จ่ายคิดเหมาเป็นแพคเกจปรมาณ 48,000 บาท เราแทบตกใจกับค่าใช้จ่ายที่หมอแจ้งให้ แต่หลังจากที่หมออธิบายวิธีการรักษาต่างๆ ซึ่งกระบวนการน่าจะนำมาใช้หากการรักษาด้วยยาต่อไปยังไม่หายดีกว่านี้

หมอจัดยาชุดใหม่ให้อีกครั้ง หมอไปอเมริกา 1 อาทิตย์เลยให้ยาเรามากินในช่วงนั้น เพื่อดูอาการอีกครั้ง แล้วหมอจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะทำการรักษาต่อไปอย่างไร

เราให้ทางผู้ช่วยพยาบาล ช่วยตรวจเช็คเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาแบบนี้กับ Gernarali ว่าสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมดหรือไม่ ส่วนยาชุดใหม่ที่หมอสั่งให้ไปกินต่ออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก็มีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่ประกันจ่ายให้อีกเกือบ 700 บาท ตั้งแต่มาหาหมอที่รพ.กรุงเทพฯ กินยานอกต้องจ่ายตังค์ส่วนต่างเพิ่มครั้งละ 200 – 500 บาทแทบทุกครั้ง คราวนี้เลยไม่อยากควักตังค์เองอีกแล้ว เลยทำเรื่องแบ่งยาเป็น 2 รอบ ไว้วันที่ 11 ค่อยไปรับยาเพิ่มโดยไม่ต้องพบหมอ

นำเรื่องกระบวนการรักษาขั้นต่อไปมาเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนกลับคิดว่าหมอทำการรักษาแบบแปลกๆ เห็นว่าเราเบิกประกันได้เลยหาทางรักษาเพื่อเรียกเงิน คิดไกลไปถึงว่า เราเป็นหนูลองยา ให้หมอคนนี้หรือเปล่า???

การเป็นกรดไหลย้อน มันไม่ได้ ‘ทรมาน’ แ่ต่มัน ‘น่ารำคาญ’ มากกว่า

หลังจากกลับมาถึงบ้าน ได้ปรึกษาคุณหมอใน Twitter จึงรู้ว่าตรวจสอบแบบนี้เรียกว่า pH Monitoring

Advertisements