“กลับบ้านได้แล้วคะ” เป็นคำพูดที่พ่อ รอ และ คอย จากคุณหมอมาตลอดเกือบ 2 อาทิตย์
วันนี้คุณหมอบอก คำนี้ตั้งแต่เช้าตรู่…
พ่อดีใจ จะได้กลับบ้านเสียที รีบโทรมาบอกลูกให้ไปรับตั้งแต่ยังไม่ 9 โมงเช้า
สรุปว่า พ่อได้นอนเล่นที่โรงพยาบาลเกือบ 2 อาทิตย์เต็ม จากอาการที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันแต่ไม่รุนแรงนัก
คือ ลิ่มเลือดอุดตันฉับพลันที่ฝ่าเท้าซ้าย

เมื่อวันจันทร์ที่แล้วราวๆสามทุ่มกว่าๆ…พ่อปวดขา ปวดน่องมากๆ เราวินิจฉัยอาการเองว่าพ่อเป็นตะคริว
ให้กินยาคลายกล้ามเนื้อ เอาขาแช่น้ำอุ่ม น้องช่วยนวดขาให้หลายรอบ
ลองนอนใจเย็นๆอยู่พักหนึ่ง อาการก็ไม่ดีขึ้น เหมือนจะปวดมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
อาการที่ทำให้ไม่แน่ใจ และเป็นห่วงมากขึ้น คือ การรู้สึกชาที่ปลายนิ้วเท้า มันไม่น่าใช่อาการตะคริวทีเราเป็นบ่อยๆ
พ่อลองเดินๆดูก็เหมือนไม่มีความรู้สึก มันชาที่ปลายเท้า และ ปวดที่ขาและน่องมากๆ

ถึงห้าทุ่ม…เรากะะน้องเห็นท่าไม่ดีและอาการไม่ค่อยน่าไว้ใจ พ่อก็ปวดแบบไม่ทุเลาและยิ่งรุนแรงขึ้น
จึงตัดสินใจพาพ่อไปโรงพยาบาลดีกว่า…
หมอตรวจดูอาการพักใหญ่ จนได้ข้อสรุปที่แน่นอนว่า…ลิ่มเลือดอุดตันแบบเฉียบพลัน
อาการของพ่อนั้น..ลิ่มเลือดมันไปอุดตันจนมิดอย่างกระทันหัน กระทั่งเลือดไม่สามารถไหลไปที่ปลายนิ้วเท้าได้เลย
ทำให้พ่อมีอาการชาที่ปลายนิ้วและปวดบริเวณที่น่องมาก

ระหว่างที่อยู่รพ.
พ่อยังปวดขา ชาขา แต่ยังรู้สึกตัว พูดคุยได้ปกติ
หมอใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ตรวจร่างกายและความพร้อมต่างๆของคนไข้ก่อนผ่าตัด
พ่อเป็นคนแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ มีแค่ความดันสูงเล็กน้อยเท่านั้น…จึงไม่เพิ่มปัญหา
เมื่อหมอพร้อม การตรวจเบื้องต้นเรียบร้อย ก็สามารถเข้าห้องผ่าตัดได้ทันที
เป็นโชคดีมากๆ เพราะหากมีโรคประจำตัวอื่นๆอีก คงไม่สามารถผ่าตัดได้เร็วแบบนี้

หมอพาพ่อไปผ่าตัดเร่งด่วนตอนใกล้ๆตีสาม
ดูดลิ่มเลือดออกด้วยวิธีการ เจาะที่ง่ามขา แล้วใส่เครื่องมือยาวๆลงไปยังตำแหน่งที่มาร์คไว้
จุดเกิดเหตุที่สร้างความเจ็บปวด ถูกเครื่องมือแหย่เข้าไปใกล้ แล้วเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแปลบๆๆๆบริเวณนั้น
คงเป็นตัวทำลายลิ่มเลือดแล้วดูดลิ่มเล็กๆเหล่านั้นออกมาตามสายท่อที่สอดเข้าไป
…พ่อเล่าวิธีการรักษาได้อย่างละเอียด เพราะตลอดการผ่าตัดนั้น ไม่ได้มีการวางยาสลบแต่อย่างใด
พ่อมองไม่เห็นหมอโดยตรง เพราะมีฉากกั้นระหว่างหมอกับพ่อไว้
พ่อแอบมองจากกระจกของหลอดไฟบนห้องผ่าตัดที่สะท้อนภาพให้เห็น
และแอบฟังจากที่หมอและพยาบาลพูดคุยกันแทน…

พ่อเล่าอีกว่า…ตลอดการผ่าตัดเจ็บมากที่สุดในชีวิต บางครั้งทนไม่ไหวจนต้องบอกหมอให้หยุดพักนิดหนึ่ง
หมอก็หยุดให้ แล้วก็จัดการต่อ แบบนี้สลับกันไป….
คงเจ็บอยู่นาน และ จนเหมือนจะทนไม่ไหว ในที่สุดพ่อก็ร้องขอยาแก้ปวด
มอร์ฟีน!!!…พ่อได้ยินหมอบอกกับพยาบาล

การผ่าตัดเสร็จสิ้นตอน หกโมงเช้า…น้องบอกว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี พ่ออาการดีขึ้นไม่ต้องเป็นห่วง
แต่ยังนอนหลับอยู่ คงมาจากฤทธิ์ยาบางตัวกระมัง
เราไม่ได้อยู่ที่รพ.แต่ติดตามอาการอยู่ที่บ้านเพราะไม่คิดว่าอาการจะหนักจนต้องผ่าตัดกระทันหัน
ตั้มพาพ่อไปโรงพยาบาลและอยู่เฝ้าจนทุกอย่างเรียบร้อย….
หมอ…บอกว่า โชคดีที่รีบมาหหมอ หากปล่อยไว้นานกว่านี้
ลิ่มเลือดมันจะไปอุดตันจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วและฝ่าเท้าได้อย่างสิ้นเชิง
หากไม่รีบผ่าตัดอย่างทันท่วงที กล้ามเนื้ออาจจะตายและกลายเป็นเรื่องอันตรายมากกว่านี้ได้
….โชคดี
เราอยู่ที่บ้านก็สวดมนต์ บอกแม่ ให้ดูและพ่อด้วยตลอดเวลา
…โชคดีอีกอย่าง คือ
ตำแหน่งที่ลิ่มเลือดมาอุดตันไม่อันตรายนัก
หากไปเป็นที่สมอง หรือ หัวใจจะอันตรายมากกว่านี้

หลังจากผ่าตัด หมอบอกว่า อาจจะต้องอยู่รพ. 7-10 วันคอยติดตามอาการ
มันเป็นอาการทีเกิดจากลิ่มเลือดทีมันสูบฉีดและไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย…
เรามองด้วยตาเปล่า ย่อมไม่เห็นว่าการเดินทางของกระแสเลือดเป็นเช่นไร
หากมีความผิดปกติคงเห็นได้ตอนที่แสดงอาการเท่านั้น และ หากมันไปแสดงอาการที่ตำแหน่งที่อันตรายจะยิ่งน่าเป็นห่วง
หมอจึงดูแล สังเกตุอาการ และเก็บตัวไว้ตรวจอย่างใกล้ชิดและนานหน่อย
คงเป็นเพราะอายุมากด้วย การรักษาและการตรวจจึงเข้มข้นและละเอียดมบกยิ่งขึ้น

เราเห็นด้วย เห็นดี เห็นงามไปกัมหมอทุกอย่าง
แต่พ่อซิ…ได้แต่รอและทำใจ จะบ่นจะไม่พอใจคงไม่ได้
เพราะทุกอย่างมีเหตุผลและความจำเป็น
อยากรีบกลับบ้าน แต่ก็ไม่อยากเจ็บปวดอีก และกลัวต่อเนื่องว่า อาจจะไปอุดตันที่อื่นๆอีกได้
พ่อเลยต้องอยู่รพ.ต่อไป จนกว่าผลการรักษาจะเป็นที่น่าพอใจของหมอ

คุณหมอ…ก็อธิบายให้ฟังตลอด และชี้แจงกระบวนการรักษาให้อย่างละเอียด
พ่อเข้าใจ แต่ก็อยากกลับบ้านเร็ว บ่นให้เราฟังถี่ขึ้นเรื่อยๆ
พ่อเคยอิสระ ไปไหนมาไหนได้ แต่ต้องมานอนรอแบบไร้กำหนด คงเบื่อมากที่สุด

ช่วง 1-7 วันแรกพ่ออาการดีขึ้นมากๆ หายปวด หายชา นอนหลับ กินข้าวได้ อาการเป็นปกติดีขึ้นทุกอย่าง
หมอมาตรวจรักษา ติดตามอาการาอย่างใกล้ชิด และเจาะเลือดไปตรวจทุกวัน
พ่อไม่ค่อยสบายตัวไม่ใช่เพราะยังปวดหรือ มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
แต่เพราะไม่สามารถเดินไปไหนได้สะดวกนัก นอกจากยังเจ็บแผลที่ผ่าตัด และ ยังมีสายน้ำเกลือ สายยาละลายลิ่มเลือดเป็นอุปสรรค
แต่วันเสาร์ที่แล้ว….หมอถอดสายระโยงระยางต่างออกหมดสิ้น
อาการทุกอย่างภายนอกเป็นปกติหมด… แต่หมอก็ยังไม่ยอมให้กลับบ้านอยู่ดี บอกเหมือนเดิม “รอดูอาการก่อน”
หมออยากตรวจหาสาเหตุแห่งลิ่มเลือดที่เคลื่อนตัวมาอุดตันนั้น…มาจากที่ไหน
ตรวจภายนอกแล้ว..พ่อยังไม่เป็นโรคหัวใจ และไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
หมอยังส่งตัวไปอุลตร้าซาวด์ ทำเอคโค่ ตรวจคลื่นหัวใจต่างๆอย่างละเอียด พยายามหาต้นเหตุว่าลิ่มเลือดมาจากที่ไหน???

แล้วให้พ่อนอนเล่นที่รพ.ต่ออีกเกือบ 7 วัน บอกว่า คอยปรับยา และดูผลเลือดก่อน
7 วันแทบจะไม่ได้รักษาหรือตรวจอะไรอีกแล้ว
รอผลเลือดแล้วปรับยาจนพอใจหมอที่สุดต่อไป
กินยา เจาะเลือด วัดไข้ วัดความดัน หมอมาหา 3 เวลาเป็นวงจรแบบนี้ทุกวัน

เข้าใจหัวอกและความรู้สึกของพ่อ…เพราะทุกอย่างปกติ เหมือนไม่เป็นอะไรใดๆแล้ว
แต่กลับบ้านยังไม่ได้ หมอยังไม่ยอม เพราะอยากเฝ้าดูอาการอย่างละเอียด
เจาะเลือดทุกวัน คอยดูผลและปรับยาอีกหลายกระบวนท่าจนแน่ใจ
พ่อได้แต่นั่งๆนอนๆไปเรื่อยๆๆ….รอเวลาอย่างทำใจ ลูกๆก็เข้าใจและคอยๆปลอยใจไปเรื่อยๆ
ตอนเช้าตั้มไปเยี่ยม ปุ้มไปตอนบ่ายๆหน่อย เราไปปิดท้ายตอนค่ำ…ก่อนเข้านอน

หมอบอกว่า…อยากปรับยาและดูผลเลือดและลิ่มเลือดอย่างละเอียดจนมั่นใจก่อน
เพราะเป็นอาการและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอันตรายเหมือนกัน
หากให้ยาน้อยเกินไป….เลือดอาจจะไหลไม่หยุด ไปออกตามกระเพราะ ตับ หัวใจ สมองซึ่งจะอันตรายมาก
หากให้ยามากเกินไป…เลือดก็อาจจะแข็งตัว กลายเป็นลิ่มเลือดไปอุดตันตามส่วนต่างๆได้อีก
มันต้องหาระดับที่พอดีและพอเหมาะกับร่างกายให้ได้

หมอบอกว่า…ครั้งนี้ โชคดีที่เลือดและลิ่มเลือดมาอุดตันที่หลังเท้า
หากไปอุดตันที่หัวใจ สมอง หรืออวัยวะอื่นๆคงอันตรายมากกว่านี้

หมอปรับยาเรื่อยจนพอใจในระดับหนึ่ง และ เข้าใจความเบื่อของพ่ออีกระดับหนึ่งด้วย
เลยอนุญาตให้กลับบ้านได้ แล้ว นัดให้มาตรวจอีก 3 วันข้างหน้า
พร้อมย้ำเรื่องการกินยาละลายลิ่มเลือด ต้องกินตามหมอสั่ง ห้ามลืมเด็ดขาด …
เพราะช่วงนี้ยังต้องเอาใจใส่และดูและเป็นพิเศษ..คอยระวังเลือดระดับการแข็งตัวของเลือดอยู่

พ่อได้กลับบ้านสมใจ…พ่อดีใจมาก ลูกๆเค้าใจว่าความเบื่อแบบนี้มันทำใจลำบาก
จะไปไหนก็ไม่ได้ ได้แต่นอนๆๆ อย่างมากก็เดินเล่นรอบๆตึกหลังกินข้าว
อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายเหมือนนอนอยุ่ทีบ้านวันยันค่ำแหละ….

ต่อจากนี้ไป…นอกจากจะต้องคอยดูแล แล คอยถามอาการต่างๆของพ่อตลอดเวลาแล้ว
หากมีอาการผิดปกติใดๆ หรือ เกิดเจ็บปวดใดๆ ห้ามรีรอ หรือ รอดูอาการอีกแล้ว
ไปโรงพยาบาลโดยด่วน ไม่ว่าจะมีอาการอะไร…กันไว้ก่อนดีกว่า หากไม่เป็นอะไรมากก็โชคดี
แต่หากมีอะไรที่กระทันหันจะได้รักษาได้ทันท่วงที…
ครั้งนี้เป็นความโชคดี และ เป็นบทเรียนให้ลูกและพ่อ….

ขอบคุณหมอที่รักษาพ่อเป็นอย่างดีและ ขอบคุณแม่ที่ดูแลพ่อด้วยอีกคน